Articles In Their View

In Their View กับหม่อมหลวงณัฏฐกรณ์ เทวกุล: ฝ่ากระแสมายาคติการเมืองอัตลักษณ์และ Reverse Discrimination

In Their Views ในเทปนี้ เราได้โอกาสมาสัมภาษณ์หม่อมหลวงณัฏฐกรณ์ เทวกุล หรือคุณปลื้ม นักวิเคราะห์ข่าวจากช่อง Voice TV ที่มักจะนำประเด็นที่ท้าทายจากมุมมองที่แตกต่างมานำเสนอเสมอ หนึ่งในหลายประเด็นที่มีความน่าสนใจคือ ประเด็นเรื่องการเหยียดผิวในสหรัฐอเมริกา จนเป็นเหตุให้เกิดการเคลื่อนไหวของกลุ่ม Black Lives Matter (BLM) ที่ทำให้การเมืองในสหรัฐฯ เป็นการเมืองอัตลักษณ์ของสีผิว ประกอบกับในช่วงโควิด 19 ที่มีนโยบายการปิดเมือง ทำให้เกิดการแย่งคะแนนนิยมในการเลือกตั้งที่จะมาถึงในเดือนพฤศจิกายน โดยกลยุทธ์ต่าง ๆ ของทั้งสองฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นการเมืองอัตลักษณ์หรือจิตวิญญาณของความเป็นอเมริกัน ซึ่งการเมืองอัตลักษณ์ยังขยายปริมณฑลออกไปยังนานาชาติ ทำให้เกิดความขัดแย้งในวงกว้าง และทำให้เกิดการสวนทางของการแบ่งแยก (reverse discrimination) จนทำให้เกิดการแบ่งแยกในแบ่งแยกไปอีก ส่งผลกระทบให้การเมืองอัตลักษณ์กลายเป็นการเมืองในสื่อกระแสหลัก ทำให้การต่อสู้เรีกกร้องไม่ได้วางอยู่บนหลักการ และเกิดปัญหาและความขัดแย้งในที่สุด ทางสำนักนวัตกรรมเพื่อประชาธิปไตยจึงได้เล็งเห็นถึงว่าคุณปลื้มมีทัศนะที่แตกต่างในทั้งเรื่องการเมืองอัตลักษณ์และสถานการณ์ในสหรัฐฯ จึงได้ติดต่อขอสัมภาษณ์เพื่อนำมุมมองที่แตกต่างมานำเสนอ และสร้างพื้นที่ในการพูดคุยทำความเข้าใจกัน

คุณปลื้มได้เริ่มที่สื่อกระแสหลักในสหรัฐฯ โดยได้กล่าวว่า “สื่อกระแสหลัก เขานำเสนอข่าวปัจจุบัน โดยใช้ทัศนะเดิมซึ่งล้าสมัยไปแล้ว … สื่อในอเมริกาเองยังไม่ตื่น จากเลนส์เดิม” ในที่นี่หมายถึงการที่สื่อกระแสหลักได้นำเสนอข่าว ในลักษณะที่ยังคงมีมุมมองของมรดกทางความคิด (legacy) เดิม ซึ่งทุกประเทศมี ในกรณีของสหรัฐอเมริกาก็จะมีมุมมองของการเหยียดสีผิว ที่ส่วนมากจะหมายถึงคนผิวดำ หรือแอฟริกัน-อเมริกัน (African-American) ซึ่งเป็นการเหยียดผิวเชิงระบบ (systematic racism) แต่หลังจากมีการแก้กฎหมายในยุคของประธานาธิบดีลินดอน บี จอห์นสัน (Lyndon B. Johnson: LBJ) ที่ผ่านกฎหมาย Civil Rights Act ในปี ค.ศ.1964 หลังจากนั้นจึงไม่มีการเหยียดผิวเชิงระบบอีกแล้ว กล่าวคือไม่มีการแบ่งแยกโดยกฎหมายอีกแล้ว แต่สื่อในกระแสหลักยังคงนำเสนอข่าวด้วยมรดกทางความคิดเดิมเมื่อ 60 – 70 ปี ที่แล้ว ที่ยังคงมีการเหยียดผิวเชิงระบบอยู่ ดังนั้น เมื่อมีข่าวตำรวจไปทำอะไรกับร่างกายคนผิวสี สื่อเหล่านี้จึงเสนอข่าวว่า ตำรวจเหยียดสีผิวหรือเปล่า ทั้ง ๆ ที่จริงแล้วมันก็อาจจะมีเหตุการณ์อื่นที่ตำรวจไปจับกุมคนผิวขาวก็ได้ แต่สื่อไม่ได้โฟกัสตรงนั้น ภาพที่ถูกเผยแพร่ออกมาจึงไม่ใช่เหตุการณ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้น แต่อาจเป็นเหตุการณ์หนึ่งในหลายเหตุการณ์ที่มีคนผิวดำเป็นเหยื่อ แล้วสื่อกระแสหลักเอามาตีแผ่ให้เกิดกระแส

“สื่อกระแสหลัก เขานำเสนอข่าวปัจจุบัน โดยใช้ทัศนะเดิมซึ่งล้าสมัยไปแล้ว … สื่อในอเมริกาเองยังไม่ตื่น จากเลนส์เดิม”

ต่อมาเมื่อหลังจากยุคของ LBJ แล้ว นักการเมืองอเมริกาจะเก็บแต้มอย่างไร จึงหนีไม่พ้นเรื่องมรดกทางความคิดเดิม ซึ่งก็คือการเหยียดผิว เนื่องจากเป็นประเด็นที่มีประวัติศาสตร์ที่เคยผิดพลาด เช่น พรรคเดโมแครต (Democrat) ก็จะสร้างภาพว่าพรรครีพับลิกัน (Republican) นั้นเป็นพรรคผู้ชาย ผิวขาว รวย แต่เดโมแครตชูโอบามา (Barack Obama) เพื่อต้องการจะสร้างภาพว่า คนผิวสีเลือกเรา แต่บารัค โอบามา อดีตประธานาธิบดีนั้น ก็เก่งจริง จบฮาร์วาร์ด เรียนมาสูง เคยสอนที่มหาวิทยาลัยชิคาโก้ ซึ่งเขามีความสามารถจริง และมีแต้มต่อที่เป็นคนผิวสี จึงได้แต้มต่อจากคนผิวสีด้วย จึงไม่ใช่เป็นเรื่องของสีผิว อเมริกาจึงเป็นประเทศที่ไม่ได้เหยียดสีผิว แต่ในปัจจุบัน โจเซฟ ไบเดน (Joseph Biden) ผู้ท้าชิงตำแหน่งประธานาธิบดีในปี ค.ศ.2020 ได้ประกาศเลยว่าจะต้องเลือกรองประธานาธิบดีเป็นคนผิวสี ซึ่งในตัวเลือกก็มี Elizabeth Warren กับ Kamala Harris ซึ่งผลสุดท้าย Harris รับเลือกก็ได้จริง ๆ แม้ว่าเขาจะไม่ใช่แอฟริกันอเมริกันจริง เธอมีพ่อเป็นคนจาไมก้าและแม่เป็นคนอินเดีย แต่แน่นอนว่าเขาเป็นตัวแทนในสนามของการเมืองอัตลักษณ์ ที่ได้ประโยชน์จากการเมืองที่ให้ค่าคนที่อัตลักษณ์เหนือสิ่งอื่นใด

ขณะเดียวกัน ในการรับนักศึกษาเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยชั้นนำของสหรัฐฯ กว่า 20 มหาวิทยาลัยนั้น ก็ได้มีการสวนทางการย้อนกลับในรูปแบบของการให้โควตาเช่นกัน โดยจะเป็นในรูปแบบของการให้ที่นั่งแก่ชนกลุ่มที่เป็นส่วนน้อยในสหรัฐฯ เช่น คนผิวดำ เอเชีย หรือ Hispanic จะมีสิทธิ์ในโควตาที่ทางมหาวิทยาลัยจัดไว้ให้ เช่น ปกติรับ 100 คน ไม่จำกัดสีผิว แต่ในกรณีนี้คือ อาจกันที่นั่งไว้ให้คนผิวดำ 10 ที่ เอเชีย 5 ที่ Hispanic 5 ที่ จึงทำให้ที่นั่งทั่วไปเหลือเพียง 80 ที่ แล้วเหตุนี้ทำให้เกิดความไม่ยุติธรรมต่อคนที่มีความสามารถ แต่สอบได้ที่ 81 – 100 หรือไม่ อีกกรณีที่คล้ายกันคือเรื่องทุนการศึกษา ซึ่งก็มีหลักเกณฑ์คล้ายกัน ดังนั้น การเจาะจงว่าจะเลือกใครเข้าเรียนตามลักษณะทางสีผิว จึงไม่ใช่การไม่แบ่งแยก แต่เป็นการสวนทางการแบ่งแยก หรือแบ่งแยกซ้อนแบ่งแยกนั่นเอง เพราะ การทำแบบนี้นอกจากไม่ได้ทำให้สังคมมีความเป็นเนื้อเดียวกันแล้ว ยังเป็นการตอกย้ำว่า สังคมยังมีความไม่เป็นเนื้อเดียวกันอยู่ ทำให้ปัญหาที่เห็นว่าเป็นปัญหามาแต่เดิมไม่ได้ถูกแก้ให้ดีขึ้นเลยโดยการใช้อัตลักษณ์มาต่อสู้เพื่อสิทธิแบบนี้

“นี่คือการเมืองอัตลักษณ์ในยุโรปและอเมริกา ที่ตอนนี้ครอบงำการเมืองในภาพใหญ่ไปแล้ว … แทนที่จะตั้งคนตามสามารถ
โดยที่ไม่ต้องมองว่า คนมันเป็นผิวอะไร มันรักผู้ชายหรือผู้หญิง”

คุณปลื้มยังกล่าวต่อว่าการเมืองอัตลักษณ์ยังก้าวไปอีกระดับหนึ่งคือ wokeness และ cancel culture หรือวัฒนธรรมการ บอยคอตหรือวัฒนธรรมการแบน คือการแบนบุคคลที่คิดว่าเขาไม่ได้คิดไม่ได้เห็นในสิ่งที่ถูกต้อง หรือพวกเขานั้นยังไม่ “ตื่น” ขึ้นมาเจอสภาพความเป็นจริง ในสหรัฐฯ หากพวก woke นี่เอากันถึงตาย หากพบพนักงานบริษัทหนึ่งไม่ woke ก็จะไปกดดันกันหน้าบริษัท เอาถึงขั้นที่บริษัทต้องไล่พนักงานคนนั้นออก นี่คือความน่ากลัวที่ไปไกลจนเกิดเหตุของลัทธิ wokeness เช่น ในกรณีของบริษัท Procter and Gamble ที่ผลิตผ้าอนามัย มี NGO ไปกดดันให้บริษัทต้องไม่ใช้คำว่าเป็นสินค้าสำหรับคนมีประจำเดือน เพราะคนมีประจำเดือนหมายถึงคนที่ถูกกดขี่โดยผู้ชาย! บริษัท P&G จึงต้องใช้คำว่า “เป็นสินค้าสำหรับคนที่มีเลือดออก”! แล้วนี่ก็คือคำพูดที่อยู่ในสคริปท์ที่ออกสู้โฆษณาโทรทัศน์ในสหรัฐฯ จริง ๆ แสดงให้เห็นเลยว่าลัทธิ wokeness นั้นไปไกลถึงขั้นที่นิยามความหมายของคำว่าเป็นการกดขี่ในโครงสร้างทางภาษา

“ลัทธิ wokeness ถูกสอนผ่านวิชาสังคมวิทยาและรัฐศาสตร์ คนที่เรียนประวัติศาสตร์จะไม่มีปัญหานี้ คนที่เรียนประวัติศาสตร์จะไม่ถูกล้างสมอง โดยคนที่เรียนสังคมวิทยาและรัฐศาสตร์ จะถูกสอนให้มองโลกว่าเป็นพิรามิด ที่มีความไม่เป็นธรรมอยู่เสมอ แล้วยอดสูงสุดของพิรามิดคือใคร? คือผู้ชายผิวขาว ซึ่งร่ำรวย”

แม้จะเป็นที่ถกเถียงกันได้ แต่ก็มีข้อเท็จจริงที่แสดงให้เห็นว่าลัทธิ wokeness สร้างความลำบากให้กับบริษัทซึ่งไม่ได้มีส่วนได้เสียกับ NGO เหล่านั้นเลย แต่บริษัทต้องมาแบกรับความถูกต้องทางศีลธรรมของ NGO เหล่านั้น เพราะไม่เช่นนั้นอาจจะถูก cancel โดยลัทธิ wokeness ที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่บริษัท

เมื่อมีคำถามเกี่ยวกับเรื่องนโยบายโควิดของทรัมป์ (Donald Trump) ซึ่งเป็นรัฐบาลกลาง กับนโยบายของผู้ว่าการรัฐบางรัฐ ที่ทรัมป์ไม่ต้องการให้ล๊อกดาวน์ หรือบังคับให้ใส่หน้ากาก ขณะที่ผู้ว่าการรัฐที่มาจากพรรคเดโมแครตจะต้องการให้ล๊อกดาวน์ เพื่อความปลอดภัย หรือปลอดภัยไว้ก่อนนั่นเอง แต่คุณปลื้มกล่าวว่า ตนใช้ชีวิตแบบรับสภาพ หากติดโควิด ก็รักษาได้ หรือหากตาย ก็ตาย เพราะนี่คือจิตวิญญาณ (spirit) ของคนอเมริกัน คือจิตวิญญาณแบบ libertarian คือมีเสรีภาพแบบที่รัฐไม่ต้องเข้ามายุ่ง จะรับผิดชอบชีวิตตัวเอง ทีนี้ประธานาธิบดีทรัมป์ก็เข้าใจในข้อนี้ จึงไม่สนับสนุนให้ละเมิดสิทธิ์คนอเมริกัน ขณะเดียวกันตัวแทนจากพรรคเดโมแครตทั้งหลาย ก็มักจะใช้ตรงนี้โจมตีว่าทรัมป์และพรรครีพับบลิกันจัดการกับปัญหาโควิดได้ไม่ดี จนเป็นเหตุให้คนบาดเจ็บล้มตายเป็นจำนวนมาก และใช้จุดนี้เป็นจุดขายหาเสียงของตัวเอง ผนวกกับการเมืองอัตลักษณ์ เมื่อทรัมป์สั่งระงับเที่ยวบินจากจีนที่เป็นประเทศต้นตอของไวรัสโควิด-19 พรรคฝั่งตรงข้ามกลับโจมตีว่าที่ไม่ให้เครื่องบินจากจีนเข้านั้นเป็นการเหยียดคนจีนอีก นี่จึงเป็นการเล่นการเมืองแบบซ้อนทับกันระหว่างนโยบายเรื่องโรคระบาดและการเมืองอัตลักษณ์

กระนั้นก็ดี แม้จะมีกระแสข่าวว่าทั้งสองฝ่ายอาจไม่ยอมรับผลการเลือกตั้งหากผู้ที่ตนเองสนับสนุนไม่ชนะการเลือกตั้ง แต่คุณปลื้มยังเห็นว่าคนอเมริกายังยอมรับผลการเลือกตั้งอยู่ การเลือกตั้งจึงยังเป็นฉันทามติของคนอเมริกันอยู่ หน่วยงานราชการ รวมถึงกองทัพ ยังเชื่อมั่นในระบอบประชาธิปไตย ดังนั้น จึงไม่มีการเล่นนอกระบบอย่างแน่นอน ซึ่งอย่างมาก การไม่ยอมรับผลการเลือกตั้ง ก็จะเป็นเพียงการขอให้ศาลคุ้มครองยังไม่ต้องประกาศผลการเลือกตั้ง แล้วอาจมีการขอให้มีการนับคะแนนใหม่ในหน่วยเลือกตั้งที่คะแนนชนะกันไม่ขาด หรืออาจใช้วิธีเลือกตั้งล่วงหน้าดังที่ได้ใช้ไปแล้วในการขอคะแนนเสียง แต่จะไม่มีการเล่นนอกระบบอย่างแน่นอน สำหรับปลื้มเอง ตอนการเลือกตั้งปี 2016 ก็ได้เผยว่าตนนั้นสนับสนุน Hilary Clinton และเสียใจมากที่ทรัป์ชนะ แต่ก็ยอมรับผลการเลือกตั้ง แต่เมื่อเวลาผ่านไป 4 ปี เมื่อได้เห็นการบริหารของทรัมป์ ก็รู้สึกชอบ และหันมาสนับสนุนทรัมป์ ด้วยหลายปัจจัย นี่แหละคือผลของการยอมรับผลการเลือกตั้งที่เป็นฉันทามติของประชาชน

คุณปลื้มจึงได้กล่าวทิ้งท้ายว่า มันจะต้องมีความสมดุลในทุก ๆ ประเทศ คือคนที่มีแนวคิดไม่เหมือนผู้อื่น จะต้องเคารพแนวคิดของผู้อื่น มันถึงจะอยู่กันได้ คนที่มีแนวคิดแบบอนุรักษ์และเสรีนิยมในประเทศไทยควรจะพูดคุยกันให้มากยิ่งขึ้น โดยที่ไม่มองว่าอีกฝ่ายนั้น มีความคิดซึ่งผิด ซึ่งทัศนะแบบนั้นเป็นทัศนะที่นำมาสู่ความแตกแยกทางการเมืองในสหรัฐฯ ทำให้คุยกันไม่ได้ โดยเฉพาะในยุคทรัมป์ ซึ่งคนเกลียดทรัมป์ก็รับไม่ได้ ขณะคนที่ชอบทรัมป์ก็รู้สึกว่า อีกฝ่ายยังไม่ตื่นเลย เพราะฉะนั้นพอสนทนากันจริง ๆ มันทำให้ได้มุมมองใหม่ ๆ และมุมมองใหม่ ๆ นั้น มันจึงนำไปสู่การปรองดอง

สิ่งที่คุณปลื้มต้องการจะนำเสนอจึงไม่ใช่การถอยกลับไปสู่การเป็นอนุรักษ์นิยมสุดโต่ง หรือขวาตกขอบ ที่ต้องการจะปกปักรักษา (preserve) ความเป็นดั่งเดิมไว้โดยที่ไม่รับอะไรใหม่ ๆ เข้ามาเลย แต่คือการถอยย้อนกลับมาหนึ่งก้าว (หรือหลาย ๆ ก้าว) เพื่อเป็นการทบทวนในสิ่งที่พวกเราคิดว่าก้าวหน้า เช่น การชุมนุมประท้วงเพื่อความเท่าเทียมกันของกลุ่มคนทุกสีผิว อาจะต้องหันกลับมาคิดว่า การเหยียดผิวเชิงระบบในสหรัฐฯ ยังมีอยู่จริงหรือไม่ หากไม่มี มันคุ้มหรือไม่ที่จะมีการชุมนุมที่นำไปสู่ความรุนแรงแบบ BLM ทำให้เกิดความไม่สงบ และความแตกแยกที่เพิ่มมากขึ้นในหมู่คนที่มีสีผิวที่แตกต่างหรือไม่ หรือการแบ่งโควต้าให้กลุ่มการเมืองอัตลักษณ์ต่าง ๆ ทั้ง ๆ ที่อาจไม่ได้คนที่ตรงตามความสามารถในสายงานหรือการศึกษา หากเราคิดว่า ไม่ใช่ มันยังมีปัญหา เราก็คงจะต้องไปศึกษาเพิ่มถึงปัญหานั้น ว่ามีคนไม่เห็นด้วย เพราะอะไร เพราะเขาผิดจริงหรือไม่ หรือเขาเข้าใจผิด แต่หากเราคิดว่ามันไม่มีปัญหาแล้ว ก็ยังคงต้องคิดต่อไป ว่าเหตุใดคนเหล่านั้นยังมองว่ามันเป็นปัญหาอยู่ ความคิดและมุมมองที่แตกต่างจึงจำเป็นสำหรับสังคมมนุษย์ของเรา

ทั้งหมดนี้ คุณปลื้มไม่ได้ต้องการจะให้ทุกคนมาเชื่อในสิ่งที่คุณปลื้มเสนอ เพราะ คุณปลื้มไม่ใช่ Messiah ไม่ใช่พระเจ้า แต่คุณปลื้มเป็นนักวิเคราะห์ข่าว เป็นสื่อที่มีหน้าที่ที่จะต้องทำให้ผู้ชมผู้ฟังได้ฉุกคิด ทำให้คน “ตื่น” จากกระแสหลักที่โหมเข้ามาอย่างไม่หยุดหย่อน เพื่อให้สังคมได้คิด และยอมรับมุมมองที่แตกต่าง ตลอดจนดึงให้สังคมที่โหมไปกับกระแสหลักนั้น ได้ถอยกลับมาคิด และตระหนักรู้ถึงความคิดความรู้อีกหลายชุดที่มีอยู่ในสังคมโลก

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: