Articles

สภาวะยกเว้นกับระบบความคิดแบบคอมพิวเตอร์: ความแตกต่างระหว่าง generation และระบบความคิด

ภูริภัทร์ เครือนพรัตน์
*เผยแพร่ 4 กุมภาพันธ์ 2564

I

สภาวะยกเว้นเป็นสภาวะที่ให้อำนาจกับผู้ใช้อำนาจอธิปไตยสามารถใช้อำนาจในสภาวะที่รัฐนั้นอยู่ในสภาวะที่ไม่เป็นปกติ หรือสภาวะฉุกเฉิน โดยอำนาจพิเศษนั้นมีที่มาจากการแบ่งแยกขั้วระหว่างมิตรและศัตรูตามที่คาร์ล ชมิทท์ (Schmitt 1996)นักทฤษฎีกฎหมายและนิติปรัชญาชาวเยอรมันได้เสนอไว้ การแบ่งแยกระหว่างมิตรและศัตรูจึงนำไปสู่การต่อสู้ หรือสงคราม ในแง่นี้สงครามจึงเป็นการต่อสู้ระหว่างศัตรู ศัตรูจึงเป็นความสัมพันธ์ที่ถูกผลักไสออกจากความเป็นพวกเดียวกัน แม้ว่าสงครามจะไม่จำเป็นต้องดำเนินไปด้วยความเกลียดชังหรือความรู้สึกส่วนตัว เพราะอาจเป็นการต่อสู้ด้วยความจำเป็นหรือหน้าที่ หน้าที่ที่จะต้องปกป้องอธิปไตยของชาติ หรือรัฐชาติ หรือรัฐประชาชาติในแง่นี้ ที่มีองค์ประกอบสำคัญคือประชาชน ดังนั้นทั้งในนามของประชาชน และในนามของรัฏฐาธิปัตย์ การเข่นฆ่า “ศัตรู” สนามรบของสงครามย่อมไม่ใช่เรื่องที่จะลังเลได้ เช่นในสงครามระหว่างประเทศ หรือแม้แต่สงครามกลางเมือง (ธเนศ 2557ก, 17) 

ในแง่นี้ การผลักไสให้เกิดความเป็นศัตรูจึงเป็นต้นกำเนิดของสภาวะยกเว้น(state of exception) เพราะด้วยความคิดที่ว่าต้องกำจัดศัตรูออกไปให้ได้ ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดก็ตาม ทำให้ “เมื่อเข้าตาจน ก็ไม่เกี่ยงวิธีการ” กลายเป็นสำนวนที่ต้องใช้เมื่อยามจำเป็น โดยอาจ “ละเว้น” กฎเกณฑ์ กฎหมาย หรือแม้กระทั่งรัฐธรรมนูญ สภาวะยกเว้นจึงเปิดโอกาสให้ผู้ที่มีสิทธิ์ในการตัดสินใจในการใช้อำนาจ ซึ่งผู้นั้นก็คือผู้ที่ “ถือ” อำนาจอธิปไตย (sovereignty)นั่นเอง การแบ่งแยกระหว่างพลเมืองและรัฏฐาธิปัตย์อาจะย้อนกลับไปถึงทฤษฎีการเมืองของ ฌอง โบแดง (Jean Bodin) ที่ได้กล่าวว่า พลเมืองคือเสรีชนที่อยู่ภายใต้อำนาจของรัฏฐาธิปัตย์ แม้ว่าพ่อค้า (townsman)[1]จะมีสิทธิบางอย่างที่เหนือกว่าพลเมืองทั่วไปก็ตาม แต่ความแตกต่างทางชนชั้นเหล่านี้ก็ไม่ได้ทำให้ “ความเป็นพลเมือง” ของแต่ละชนชั้นที่ว่านี้แตกต่างกัน เพราะทุกชนชั้นก็ต่างอยู่ภายใต้อำนาจของรัฏฐาธิปัตย์องค์เดียวกัน การแบ่งแยกระหว่างผู้ปกครองกับพลเมืองเช่นนี้ จึงเป็นกฎเกณฑ์พื้นฐานของรัฐในทัศนะของโบแดง(Dunning 1896, 91)รัฏฐาธิปัตย์จึงเป็นผู้อยู่เหนือกฎหมายใด ๆ ที่มนุษย์สร้างขึ้น (Lewis 1968)ดังนั้น ไม่ว่าตัวรัฏฐาธิปัตย์จะมีที่มาจากประชาชนที่มีค่าเท่า ๆ กันทำสัญญาประชาคมขึ้น หรือ เป็นร่างทรงที่ถือเทวสิทธิ์ (divine rights) มาจากพระเจ้า หรือ จะได้รับอาญาสิทธิ์มาจากมาจากสวรรค์ องค์รัฏฐาธิปัตย์นี้ จึงถือไว้และสามารถใช้ซึ่งอำนาจอธิปไตยอันสูงสุดของรัฐได้แต่เพียงผู้เดียว แม้จะเป็นรัฐประชาธิปไตยที่ “อำนาจสูงสุดเป็นของประชาชน” ก็ตาม

เมื่อองค์รัฏฐาธิปัตย์มีอำนาจมากกว่าพลเมืองในทางปฏิบัติ ก็เป็นธรรมดาที่อำนาจอธิปไตยจะอยู่ระนาบเดียวกับผู้ถูกบังคับใช้ไม่ได้ เพราะเมื่อผู้ใช้กฎใช้มือบังคับกฎแล้ว ผู้ใช้มือนั้นก็ไม่สามารถที่จะใช้มือบังคับใช้มือนั้นเองได้ ดังนั้นการอยู่ในสถานะรัฏฐาธิปัตย์หรือมีความเป็นองค์อธิปัตย์ไม่ว่าจะด้วยกรณีใดก็ตาม จึงเป็นการให้สถานะยกเว้นต่อองค์อธิปัตย์นั้น ๆ ไปโดยปริยาย เพราะองค์อธิปัตย์เป็นผู้บังคับใช้กฎ ไม่ได้เป็นผู้ควบคุมกฎ (ธเนศ 2557ก, 18)

II

ความคิดเกี่ยวกับองค์อธิปัตย์แบบนี้ได้ส่งผลต่อทฤษฎีของ คาร์ล ชมิทท์ ในเรื่องของกฎหมายและรัฐธรรมนูญในเวลาต่อมา ซึ่งชมิทท์เห็นว่ารัฐกับกฎหมายนั้นไม่สามารถแยกออกจากกันได้ เพราะรัฐ ดังที่ได้กล่าวไป โดยธรรมชาติจะต้องมีองค์อธิปัตย์ และเมื่อองค์อธิปัตย์มีอำนาจสูงสุด ก็จะมีอำนาจเหนือกฎหมาย ดังนั้นที่มาของกฎหมายก็ต้องมีที่มาจากองค์อธิปัตย์ เพราะชมิทท์เห็นว่ากฎหมายจะมีผลบังคับใช้ก็ต่อเมื่อผู้มีอำนาจตัดสินใจนั้น ตัดสินใจบังคับใช้ ชมิทท์จึงปฏิเสธความคิดที่ว่ากฎหมายเป็นการแสดงออกของเจตจำนงของฝ่ายนิติบัญญัติ เพราะแม้ว่ากฎหมายจะมีตัวบทอยู่แต่ก็จะถูกตีความ พิจารณาและตัดสินใจต่างกันไปตามวาระของผู้ใช้ (ปิยบุตร 2557, 95) แนวคิดเกี่ยวกับกฎหมายแบบของชมิทท์นี้จึงแตกต่างกับสกุลความคิดแบบรัฐธรรมนูญนิยม(constitutionalism) ที่เชื่อว่ากฎหมายนั้นมีลำดับชั้น และตัวบทกฎหมายนั้นมีกฎเกณฑ์ ซึ่งตัวอย่างของกฎหมายในสกุลนี้ก็คือ ลำดับศักดิ์ทางกฎหมายของกฎหมายไทย เช่นมีรัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุด รองลงมาเป็นพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ พระราชบัญญัติ พระราชกำหนด กฎกระทรวง เป็นต้น จะเห็นได้ว่ากฎหมายที่ลำดับศักดิ์ต่ำกว่าจะละเมิดกฎหมายที่ลำดับศักดิ์สูงกว่าไม่ได้ และการใช้กฎหมายก็จะต้องอ้างอิง-สืบสายไปยังกฎหมายที่สูงกว่า ซึ่งก็คือรัฐธรรมนูญ ผู้ที่สมาทานความคิดในเชิง “กฎเกณฑ์นิยม” เช่นนี้ก็คือ ฮานส์ เคลเซ่น (Hans Kelsen)ผู้เป็นศัตรูของชมิทท์ (ปิยบุตร 2557, 95) ที่มีฐานคิดต่อกฎหมายต่างกันอย่างสิ้นเชิง

แน่นอนว่ากฎหมายในเชิงรัฐธรรมนูญนิยมในแบบกฎเกณฑ์นิยมนี้จะแยกกฎหมายออกจากการเมือง ด้วยความคิดที่ว่ากฎหมายนั้นมีความบริสุทธิ์ในตัวของมันเอง ตรงกันข้ามกับชมิทท์ที่ไม่เชื่อว่าการเมืองกับกฎหมายนั้นสามารถแยกออกจากกันได้ เพราะด้วยสาเหตุที่ว่า โดยธรรมชาติ กฎหมายไม่สามารถบังคับใช้ได้ด้วยตัวเอง การจะทำให้กฎหมายที่มีความเป็นรูปธรรมนั้นบังคับใช้กับสถานการณ์ที่เป็นรูปธรรมนั้น ต้องอาศัย “อำนาจตัดสินใจ” อำนาจตัดสินใจนั้น จึงเป็นองค์ประกอบสำคัญที่ทำให้กฎเกณฑ์บังเกิดผลเป็นรูปธรรม ฐานของกฎหมายทั้งหลายจึงไม่ใช่กฎเกณฑ์ทางกฎหมายด้วยเช่นกัน แต่เป็นอำนาจ (ปิยบุตร 2557, 96) และถ้ามองกฎเกณฑ์ของรัฐแบบโบแดง นั่นก็หมายความรวมถึงรัฐธรรมนูญด้วย จึงเป็นที่มาของประโยคอันทรงพลังที่ว่า “รัฏฐาธิปัตย์คือผู้ที่ตัดสินใจเรื่องสภาวะยกเว้น“[2](Schmitt 2010)ดังนั้นสภาวะยกเว้นในแง่นี้ จึงคือสภาวะที่รัฏฐาธิปัตย์ได้ประกาศยกเว้นกฎหมายปกติที่บังคับใช้เกินบรรทัดฐานในสังคม และบังคับใช้แนวทางใหม่ ไม่ว่าทางใดก็ทางหนึ่งตามสภาพการณ์ ไม่ว่าจะเป็นสภาวะสงคราม สภาวะรัฐประหาร หรือสภาวะโรคระบาด โดยใช้อำนาจอธิปไตยที่ถืออยู่นั่นเอง

แม้ว่าในความคิดของชมิทท์นั้นองค์อธิปัตย์จะมีลักษณะเป็น “ผู้นำเทพประทาน” ซึ่งมีบารมี (charisma) มีอำนาจชอบธรรมในการโน้มน้าวหรือออกคำสั่งให้ผู้ที่อยู่ใต้อำนาจทำตามได้ โดยความชอบธรรมนั้นมีที่มาจากพระเจ้า ความชอบธรรมของผู้นำเทพประทานนี้จึงเป็นความชอบธรรมที่ไม่ต้องการเหตุผลอื่นใดมารองรับ เพราะเหตุผลเพียงแค่ว่า พระเจ้าเป็นผู้มอบอำนาจให้ก็เป็นเหตุผลที่เพียงพอแล้ว เพราะพระผู้เป็นเจ้านั้นเป็นสาเหตุในตัวเอง (causa sui) (ธเนศ 2557ข, 127) 

องค์อธิปัตย์ของชมิทท์จึงเป็นองค์อธิปัตย์ที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับเหตุผลของภูมิปัญญาทางศาสนา ทฤษฎีการเมืองของชมิทท์จึงเรียกได้ว่าเป็นเทววิทยาการเมือง (Political Theology) มากกว่าจะเป็นเรื่องของเหตุผลของภูมิปัญญาความรู้ของสามัญชนคนธรรมดาอย่างปรัชญาการเมือง(Political Philosophy) แต่กระนั้นก็ดีการจะศึกษาเกี่ยวกับรัฐฆราวาส/หลังฆราวาส (secular/post-secular state) นั้น ครั้นองค์อธิปัตย์จะเป็นรัฏฐาธิปัตย์ที่มีเหตุผลจากศาสนาอย่างเดียวก็คงจะดูไม่ฆราวาสเอาเสียเลย อีกทั้งยังไม่สามารถรองรับการอธิบายแบบรัฐและการเมืองสมัยใหม่ที่แกนกลางทางความคิดอ้างอิงกับวิทยาศาสตร์และลดทอนคุณค่าของศาสนาลงไปเหลือเป็นเพียงความเชื่อ สภาวะยกเว้นโดยผู้นำที่ไม่จำเป็นต้องได้รับการประทานมาจากเทพที่ไหนจึงต้องมีเหตุผลมาจากรัฐที่เป็นรัฐฆราวาส ที่ไม่จำเป็นต้องไปอ้างอิงความชอบธรรมจากพระเจ้าที่ไหน หากแต่เป็นความชอบธรรมโดยตัวรัฐเอง ที่ประกอบด้วยมนุษย์ปุถุชนธรรมดา ดังที่จอร์โจ อากัมเบน (Giorgio Agamben) นักปรัชญาชาวอิตาลี ได้จัดสภาวะยกเว้นเป็นความสัมพันธ์ที่ไม่สมดุลระหว่างกฎหมายมหาชนกับความเป็นจริงทางการเมือง เพราะในสภาวะยกเว้นนั้น จะไม่สามารถมีรูปแบบทางกฎหมาย จึงเป็นเรื่องยากที่จะสามารถมองเห็นข้อจำกัดระหว่างกฎหมายและการเมือง(Agamben 2008, 1)เพราะ “การเมือง” ไม่ว่าจะเป็นสงครามกลางเมือง การจลาจล การชุมนุมต่อต้าน หรือแม้กระทั่งโรคระบาดอย่างโควิด-19 นั้น เป็นสถานการณ์ที่ไม่ปกติ เมื่อเกิดสถานการณ์ที่ไม่ปกติและกฎหมายปกติซึ่งเป็นเครื่องมือของรัฐไม่สามารถควบคุมได้ จึงจำต้องสร้างสภาวะที่เปิดทางให้อำนาจพิเศษเข้ามาจัดการสถานการณ์ ซึ่งนั่นก็อยู่ในปริมณฑลทางการเมือง

III

ในแง่นี้โควิด-19 จึงเป็นเรื่องของการเมืองอย่างชัดเจน เพราะเป็นการบริหารจัดการสถานการณ์ของรัฐโดยใช้อำนาจรัฐ หรือเป็นการใช้อำนาจอธิปไตยโดยองค์อธิปัตย์นั่นเอง โดยอากัมเบนมักจะยกตัวอย่างสภาวะยกเว้นในประวัติศาสตร์ ซึ่งบ้างก็มีเขียนไว้ในรัฐธรรมนูญ เช่น รัฐธรรมนูญไวมาร์ หรือในรัฐธรรมนูญของหลายสาธารณะหลังจากการปฏิวัติฝรั่งเศส กระทั่งสงครามโลกครั้งที่สอง และเหตุการณ์ 9/11 (Agamben 2008, 11–22)ซึ่งเหตุผลส่วนใหญ่ในการหยิบยกสภาวะยกเว้นมาใช้ก็หนีไม่พ้นเรื่องความปลอดภัย ซึ่งเป็นความจำเป็น (Agamben 2008, 24)ไม่ว่าจะเป็นความจำเป็นที่อยู่ในหรือนอกกฎหมายก็ตาม แต่ก็เป็นปัญหาทางกฎหมายในระดับที่แบ่งโซนไม่ได้ เพราะไม่มีรูปแบบทางกฎหมายที่ชัดเจน เช่น ไม่ได้เป็นการยกเลิกกฎหมาย เพียงแต่งดใช้เท่านั้น สภาวะไร้กฎหมายนี้ อย่างไรก็ดียังคงมีความสัมพันธ์กับระบบกฎหมายอยู่นั่นเอง (ปิยบุตร 2553, 85) อากัมเบนจึงเห็นว่า สภาวะยกเว้นคือพื้นที่ไร้กฎหมายซึ่งเดิมพันอยู่ที่การบังคับใช้กฎหมายโดยปราศจากกฎหมาย ในสภาวะที่จำเป็น รัฐสมัยใหม่จึงต้องใช้วิธีการที่สร้างสภาวะยกเว้นในแบบที่มีความชอบธรรม โดยรัฐจะออก Decree หรือกฎหมายที่ออกโดยฝ่ายบริหาร[3](Agamben 2008, 38)มาเพื่อเชื่อมโยงบรรทัดฐานในสังคม (norm) กับความเป็นจริง ณ ขณะนั้นเข้าด้วยกันในสภาวะที่มีความจำเป็นนั้น ๆ และนำไปสู่การสถาปนาสภาวะยกเว้นที่จำเป็นในรัฐอย่างมีความชอบธรรมในที่สุด (Agamben 2008, 40)ดังนั้น โควิด-19 จึงเป็นสถานการณ์จำเป็น และเป็นเรื่องของการเมืองที่เป็นผลของการจัดการของรัฐ และใช้มาตรการของรัฐในการจัดการโควิด-19 โดยตรง จึงต้องใช้ลักษณะของสภาวะยกเว้นที่มีมาจากรัฐฆราวาส นั่นก็คือการใช้กลไกที่มีอยู่ของรัฐโดยการไม่ต้องอ้างกลับไปที่ตัวองค์อธิปัตย์ หากแต่เป็นการใช้กลไกของรัฐและรัฐสภาเองในการประกาศใช้สภาวะยกเว้น

ดังนั้นในมุมมองการเมืองแบบ มิตร/ศัตรู โควิด-19 จึงเป็น “ศัตรู” ของรัฐหนึ่ง ๆ เป็นเหตุให้ต้องประกาศสงครามกับโควิด-19 การประกาศสงครามจึงทำให้บ้านเมืองเข้าสู่สภาวะที่ไม่ปกติ สภาวะที่ไม่ปกติจึงนำไปสู่ความจำเป็นที่ต้องใช้สภาวะยกเว้น ไม่ว่าจะเป็นสภาวะยกเว้นที่ประชาชนเต็มใจหรือไม่ก็ตาม แม้ว่าตัวอากัมเบนเองก็ไม่เห็นด้วยว่าโควิด-19 เป็นเหตุจำเป็นให้ต้องใช้สภาวะยกเว้น เพราะเป็นเพียงการตื่นตระหนกกันไปเองเท่านั้น(Agamben 2020)ด้วยเหตุนี้ ไม่ว่าอำนาจอธิปไตยจะอยู่ที่ใคร การเกิดขึ้นของสภาวะยกเว้นในช่วงเวลาหนึ่ง ๆ ของการดำเนินกิจการของรัฐ ยังคงกำเนิดขึ้นได้เสมอตราบเท่าที่มีศัตรูที่มี “ความเป็นอื่น” อยู่ภายในรัฐ ก็มักจะเกิดความจำเป็นที่จะต้องกำจัดโดยใช้สภาวะยกเว้นเป็นเครื่องมือทันที ดังนั้น ความคิดแบบองค์อธิปัตย์จึงเป็นความที่มีความยืดหยุ่น

IV

ขณะที่ปัจจุบัน มีการแบ่งช่วงของอายุของประชาการเป็นช่วง ๆ หรือที่เรียกกันว่า generation มีทั้ง Baby Boomers, X, Y, Z และAlpha ซึ่งเกณฑ์ในการแบ่งก็มีตั้งแต่ปีเกิดที่เกี่ยวโยงไปถึงนิสัยใจคอ บุคลิกภาพ การใช้ช่องทางในการสื่อสาร วัฒนธรรมการใช้ชีวิต ตลอดจนความใฝ่ฝันและอาชีพในอุดมคติ(Ramirez 2020) แน่นอนว่าต่าง generation ก็จะมีกรอบคิดที่แตกต่าง ด้วยประสบการณ์ที่แตกต่าง ทำให้การรับรู้แตกต่างกันไปด้วย สิ่งหนึ่งที่สำคัญมากในการทำให้เกิดความแตกต่างก็คือวิถีในการใช้ติดต่อสื่อสารกัน เช่น ในสมัยก่อนที่คอมพิวเตอร์นั้นจะได้รับความนิยมแพร่หลาย ผู้คนก็มักจะใช้วิธีการเขียนจดหมายในการติดต่อทางไกล หรือไม่ก็ต้องอาศัยโทรศัพท์สายดิน(landline) ในการพูดคุยติดต่อสื่อสาร ดังนั้นความสะดวกสบายในการติดต่อก็ยังไม่มี ต้องใช้เวลานานจึงจะสามารถเข้าถึงโทรศัพท์ได้ เช่น ต้องไปที่ตู้โทรศัพท์หยอดเหรียญหรือใช้บัตร ขณะเดียวกันปลายสายก็ต้องพร้อมที่จะรับสายเช่นเดียวกัน ผู้ที่ไม่มีโทรศัพท์บ้าน หรือโทรศัพท์เคลื่อนที่จึงไม่สามารถรับสายได้ ต่อมาเมื่อโทรศัพท์เคลื่อนที่ได้รับการเข้าถึงอย่างแพร่หลาย ทำให้คนติดต่อสื่อสารกันได้ง่ายขึ้น ด้วยราคาที่ถูกลงและจับต้องได้ คอมพิวเตอร์ก็ได้รับการยอมรับและความนิยม จนกลายเป็นปัจจัยหนึ่งในการทำงาน เมื่อยุคสมัยที่เปลี่ยนไป ทำให้คนใน generation ที่แตกต่างกันไป มีกรอบคิดเกี่ยวกับเรื่องต่าง ๆ แตกต่างกันออกไป โดยปัจจัยหลักก็มาจากความสะดวกสบายและกรอบคิดที่แตกต่างกันในการทำงานด้วยคอมพิวเตอร์

ที่กล่าวมาจึงเห็นได้ว่า ความรวดเร็วในการสื่อสารทำให้กรอบคิดของคนเปลี่ยนแปลงไป เช่น การโทรศัพท์หาใครสักคน ในยุคที่มีโทรศัพท์เคลื่อนที่หรือโทรศัพท์มือถือ ก็สามารถทำได้ทันที โดยไม่ต้องรอ โดยที่ความคาดหวังว่าปลายสายจะรับสาย ก็จะมีมากกว่าในยุคก่อนที่ยังต้องพึ่งพาโทรศัพท์สายดิน เช่น ในสมัยก่อน หากไม่ได้นั่งอยู่ข้างโทรศัพท์ทั้งวันก็คงจะไม่ได้ยินเสียงโทรศัพท์และคงไม่ได้รับสาย หรือหากใครไม่มีโทรศัพท์สายดินก็ไม่มีสามารถมีโทรศัพท์ไว้รับสายได้ หรือการส่งจดหมายก็ต้องรออย่างน้อย 2 ถึง 3 วัน เป็นต้น ดังนั้น ความอดทนอดกลั้นของคนในสมัยก่อนจึงดูจะมีมากกว่าคนในยุคปัจจุบัน เมื่อมีความอดทนอดกลั้นสูงจึงส่งผลให้เกิดความยืดหยุ่นในกระบวนการคิด เช่น ไม่จำเป็นต้องเคร่งครัดกฎเกณฑ์ก็ได้ เพราะ ความอดทนอดกลั้นด้วยตัวมันเอง ก็คือลักษณะของความไม่แน่นอนในกฎเกณฑ์ และความไม่แน่นอนนั้น จึงทำให้เกิดความสำนึกรู้ว่าการกำหนดกฎเกณฑ์นั้นไม่มีความสำคัญ เพราะอย่างไรเสีย ความแน่นอนก็เกิดขึ้นไม่ได้ในโลกที่ยังไม่มีระบบคอมพิวเตอร์ที่แบ่งเวลาออกเป็นส่วน ๆ ได้เท่ากันอย่างแม่นยำ ทั้งหมดนี้ จึงเป็นสาเหตุที่ Generation Baby Boomers นั้นมีกรอบคิดแบบที่มีความยืดหยุ่นสูง มีความอะลุ่มอล่วย และมีความอดทนอดกลั้น เนื่องมากจากยังไม่เคยพบเจอและมีประสบการณ์กับเทคโนโลยีที่สามารถตอบสนองพวกเขาได้อย่างฉับพลัน กล่าวคือ Baby Boomers ยังมีกรอบคิดที่ยึดติดกับความคิดแบบองค์อธิปัตย์อยู่ ที่ให้ความสำคัญกับสถาบันทางสังคม (และสถาบันทางการเมือง) จึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะมีความคิดที่ยึดโยงและเชื่อมั่นกับผู้มีอำนาจสูงสุดในการใช้อำนาจผ่านสถาบันเหล่านั้น หรือในกรณีของรัฐก็คือรัฏฐาธิปัตย์นั่นเอง

ดังนั้น หากจะว่ากันตามยุคสมัย คอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล(personal computer) เพิ่งจะได้รับความนิยมแพร่หลายจริง ๆ ก็เมื่อไม่นานมานี้ ซึ่งแม้ว่า Apple จะผลิตเครื่องคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลมาในปี 1983 แต่จะเข้าถึงได้จริง ๆ ในทุกครัวเรือนก็เป็นช่วงเวลากว่าสองทศวรรษหลังจากนั้น ดังนั้น หากจะว่ากันตาม generationดังที่ได้กล่าวไป กลุ่มคนที่อยู่ใน Generation X จึงเป็นกลุ่มคน generation แรก ที่คุ้นเคยกับวิธีคิดแบบคอมพิวเตอร์ หรือเข้าอกเข้าใจความคิดที่อิงกับความแม่นยำ และเที่ยงตรง กระนั้นก็ดี กลุ่มคนใน Generation X ในช่วงแรก ๆ หากเป็นชนชั้นกลาง หรือไม่ได้รวยถึงขั้นที่สามารถที่จะซื้อเครื่องคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลไว้ครอบครองเองที่บ้าน ก็คงจะได้สัมผัสคอมพิวเตอร์แต่เฉพาะในที่ทำงาน กระนั้นก็ดี ก็ยังเป็นการสร้างความคุ้นชิน และเข้าใจการจัดการในระบบปฏิบัติการคอมพิวเตอร์ต่าง ๆ ที่มีความเที่ยงตรงและแม่นยำได้ ซึ่งต่างกับ Baby Boomers ที่แม้ว่าจะสามารถใช้คอมพิวเตอร์ได้ แต่ก็ยังไม่คุณชิน และเข้าอกเข้าใจระบบวิธีคิดของคอมพิวเตอร์

ขณะเดียวกันกลุ่ม Generation Y ที่เติบโตขึ้นมาในช่วงต้นศตวรรษที่ 21 เป็นช่วงเวลาที่เครื่องคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลนั้น แพร่หลายและราคาถูกพอที่ครอบครัวชนชั้นกลางทั่วไปจะหาซื้อมาได้ และในขณะเดียวกันนั้น โทรศัพท์พกพา หรือโทรศัพท์มือถือ ก็เพิ่งจะได้รับความนิยมในราคาที่จับต้องได้เช่นกัน ซึ่งในช่วงเวลานั้น ทั้งคอมพิวเตอร์ที่มีระบบปฏิบัติการ Windows จาก Microsoft และ โทรศัพท์มือถือที่สามารถปรับแต่งธีมและจัดการไฟล์ อีกทั้งยังสามารถเพิ่มความจุของพื้นที่ใช้สอยได้ เช่น Wellcome หรือ Sony Ericsson ที่เป็นทรงใหญ่มีหน้าจอ touch screen และมี interface หรือหน้าจอเมดูที่เป็นสัดส่วน จัดการได้เหมือนคอมพิวเตอร์ นั้น แทบจะเป็นอุปกรณ์พื้นฐานที่ทุกบ้านต้องมี ผู้คนส่วนมากในเวลานั้นจึงสามารถเข้าถึงได้ คนGeneration Y จึงไม่ต้องการการเทียบเวลาอีกต่อไป เพราะเวลาที่แม่นยำที่สุดมีเพียงเวลาเดียว คือเวลาในระบบดิจิตอลบนโทรศัพท์มือถือและคอมพิวเตอร์ เป็นเวลาที่แม่นยำ ไม่เสียเวลาเหมือนนาฬิกา automatic และไม่ต้องรอลุ้นว่าถ่านจะหมดเมื่อใดเหมือนนาฬิกา quartz movement เพราะการรับส่งข้อมูลที่มาจากแหล่งข้อมูลศูนย์กลางของโลก ที่แม่นยำแม้ตัวเครื่องจะไม่ได้เปิดใช้งาน 

Generation Y จึงเป็น generation แห่งการเปลี่ยนแปลง ทั้งเปลี่ยนจากวิถีชีวิต การรับรู้ และที่สำคัญที่สุดคือวิธีคิด ซึ่งไม่ใช่เพียงความคิดแบบประชาธิปไตย แต่เป็นความคิดแบบดิจิตอล หรือวิธีคิดแบบคอมพิวเตอร์ ที่ไม่มีการประนีประนอม หรือการอะลุ่มอล่วย เพราะในระบบคิดแบบดิจิตอลมีพียงถูกกับผิด ไม่มีเส้นแบ่งระหว่างให้ที่อยู่ระหว่างกลางของถูกกับผิด เป็นการสะท้อนของระบบเลขฐานสองของระบบคอมพิวเตอร์ ที่มีแค่ 0 กับ 1 ไม่มี 1.5 ดังนั้น คนรุ่นนี้จังไม่ชอบรออะไรนาน ๆ เพราะอุปกรณ์ที่อยู่ใกล้ตัวที่สุดให้เขารอไม่เกิน 5 นาที ในการเปิด หรือปิดเครื่อง กระนั้นก็ดี การดาวน์โหลดไฟล์ใหญ่ ๆ หรือการ stream วิดิโอก็ยังไม่เกิดขึ้น จนกระทั่ง Netflix และ YouTube เป็นที่แพร่หลาย ประกอบกับ Facebook และ Twitter ที่บูมขึ้นมาในครึ่งหลังของทศวรรษ 2000 ทำให้เกิดการสื่อสารในแบบใหม่ นี่นอกจากโทรศัพท์มือถือแล้ว ยังสามารถพูดคุยกันแบบเห็นหน้าหรือ video call โดยใช้ข้อมูลอินเตอร์เน็ต แทนสัญญาณโทรศัพท์ ทำให้ความคิดแบบดิจิตอลและคอมพิวเตอร์ยิ่งเด่นชัดขึ้นไปอีก และแน่นอนว่าทำให้อัตราความอดทนและความอะลุ่มอล่วยนั้นลดลงไปอีก

V

Generation Y จึงเป็นวัยที่อยู่ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงในเชิงดิจิตอลและเทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงไปเร็วมาก พวกเขาจึงเห็นการเปลี่ยนแปลงเป็นเรื่องปกติ เหล่า Generation Yจึงมีโอกาสที่จะตกลงไปสู่ความเป็นอนุรักษ์นิยมได้ยาก เพราะคุ้นชินกับสิ่งใหม่ ๆ ตลอด พวกเขาจึงมีความเป็นเสรีนิยมโดยอัตโนมัติ และประชาธิปไตยจึงมาเป็นแพ็คเกจพื้นฐานในวิธีคิดแบบนี้ เพราะโดยธรรมชาติของระบบดิจิตอลมีความตรงไปตรงมา และแสดงผลตามความจริง หรือ “มีความโปร่งใส” นั่นเองในภาษาการเมือง ประชาธิปไตยจึงไม่ใช่เรื่องที่รอได้สำหรับ Generation Y การประนีประนอมซึ่งอาจเป็นหนทางในการเปลี่ยนผ่านแบบเรียบ ๆ แต่ใช้เวลานานของ generation ก่อน ๆ จึงอาจถูกมองว่าล้าสมัยไปแล้วในสายตาของ Generation Y เพราะ Generation Yเติบโตมาในยุคของ On Demand คืออยากดูอะไรต้องได้ดูในตอนนั้น เช่น อยากดูหนัง ก็หาในอินเตอร์เน็ต จ่ายเงินเสีย ก็ได้ดู หรืออยากเรียนคอร์สออนไลน์ ก็สามารถทำได้ในลักษณะเดียวกัน ดังนั้น กรอบคิดเหล่านี้จึงเป็นกรอบคิดที่กึ่ง ๆ ฝัง (embedded) ลงไปในหัวของ generation นี้ และก็ไม่แปลกที่ “ทุนนิยม” จะถูกฝังลงไปด้วย เพราะ “ทุน” เป็นตัวเร่งที่ทำให้ “demand” นั้น ๆ ถูกตอบสนองได้เร็วขึ้น หากเพิ่มเงินเข้าไป demand เหล่านั้นก็จะถูกเติมเต็มให้มากขึ้น บางครั้งอาจจะล้นเลยทีเดียว เช่น การซื้อเกมแบบ standard edition, deluxe edition และ ​ultimate edition ที่ไม่ต้องปลดล็อกตัวละครหรือฉากพิเศษด้วยฝีมือตัวเองอย่างGeneration X แต่เป็นการใช้เงินเพื่อเพิ่มความสะดวกสบายในการเล่น

เช่นเดียวกับ Generation Z ที่เติบโตมาพร้อมกับเทคโนโลยีเช่นกัน แต่ภายใต้ยุคสมัยที่เหลื่อมกับ Generation Y ไม่มาก ก็มีความแตกต่างทางความคิดอยู่ กล่าวคือ Generation Z นั้น มีอิสระทางความคิดมากกว่า เพราะไม่ยึดติดกับรูปร่างของอุปกรณ์ หาก Generation Y มีกรอบคิดแบบคอมพิวเตอร์แล้วนั้น คอมพิวเตอร์จะต้องมีเมาส์ คีย์บอร์ด หน้าจอ แต่ Generation Z จะเติบโตมาพร้อมกับ Tablet และโทรศัพท์มือถือที่ไม่มีสิ่งอื่นใดเลยนอกจากหน้าจอ เพราะคีย์บอร์ดจะปรากฏเมื่อจำเป็น และเมาส์ที่ทำหน้าที่เป็นตัวชี้ก็ไม่จำเป็นอีกแล้ว เพราะเมาส์อยู่ที่ปลายนิ้วนี่เอง Blackberry กับ iPhone เป็นตัวอย่างที่เด่นชัดที่สุด ความคิดของ Generation Z จึงมีความเป็นอิสระมากขึ้น กรอบคิดของพวกเขาจึงไม่จำเป็นต้องจำกัดอยู่ที่อุปกรณ์ ซึ่งก็ต้องขอบคุณ Steve Jobs ที่อุตส่าห์คิดค้นอุปกรณ์ที่ฉีกกฎของคอมพิวเตอร์ ดังนั้นต่อไปนี้ ความคิดริเริ่มใด ๆ ก็ไม่จำเป็นต้องเริ่มจากสิ่งที่มีอยู่แล้วเสมอไป เพราะแม้แต่คอมพิวเตอร์ยังสามารถเปลี่ยนรูปแบบจากเครื่องใหญ่ที่มีลักษณะตัน (bulk) มาสู่ไม้กระดานแบน ๆ ที่พกพาได้ และรวบรวมระบบแสดงผลกับประมวลผลให้อยู่ที่เดียวกัน ซึ่งเราต้องใช้เวลากว่า 50 ปี ที่จะเปลี่ยนรูปคอมพิวเตอร์ที่ใช้ในทางราชการที่เป็นเครื่องใหญ่เท่าบ้านมาสู่คอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล แต่ใช้เวลาไม่ถึง 10 ปี ในการเปลี่ยนคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลมาเป็นมือถือ ระยะเวลาหากจะนับกันหยาบ ๆ ก็ต่างกัน 5 เท่า ดังนั้นความคิดของ Generation Y, Zจึงต่างกับ X และแน่นอนว่าคุยคนละภาษา คนละฐานคิดกับ Baby Boomers สาระสำคัญของการแบ่ง generation (หากแบ่งได้จริง ๆ) จึงอยู่ที่การแบ่งgeneration ก่อน Generation Baby Boomers, X กับ Generation Y และ Z เพราะเป็นการเปลี่ยนแปลงในเชิงความคิดอย่างมีนัยยะสำคัญ

นอกจากนี้ยังมีการเกิดขึ้นระบบ cloud และการปฏิวัติโลกในนามของ Internet of Things (IoT) ที่ทุกสิ่งทุกอย่างในโลก ซึ่งหมายถึงข้อมูลและการควบคุมอุปกรณ์ต่าง ๆ อยู่ภายใต้ระบบอินเตอร์เน็ต และถูกเก็บไว้ใน Big Data ซึ่งนั่นก็มักจะเป็นสิ่งที่เรามักจะได้ยินในนามของ disruption หรือการเปลี่ยนแปลงที่ของเก่าถูกทำลาย และของใหม่กำลังจะเกิด หรือการเปลี่ยนแปลงแบบหักศอก เป็นคนละทิศทางกับของเก่านั่นเอง[ที่เป็นคำในแขนงของบริหารธุรกิจที่คิดในเชิงของการค้าเทคโนโลยี เพื่อกระตุ้นยอดขายสินค้าไอทีในช่วงกลางทศวรรษที่ 1990! (Christensen 1995) นี่มัน boomer นี่หน่า!] ในทางกลับกัน ก็ไม่มีอะไรที่ disrupt จริง ๆ เพราะหากถูกทำลายจริง ก็คงจะตายกันหมด โลกก็คงจะแตก และคงจะพนันกันได้เลยว่าถ้า Steve Jobs ยังอยู่ เขาก็คงจะขำก๊ากชนิดที่ว่า ถ้านอนเป็นอัมพาตอยู่แล้วได้ยินเสียงที่พูดคำว่าdisruption บนทีวีก็คงจะลุกขึ้นมาปิดได้เลย เหตุผลก็เพราะมันไม่ได้มีอะไรใหม่เลย เพราะการทำให้เป็นเครือข่ายของอินเตอร์เน็ตมันได้ทำกันมานานแล้ว เพียงแต่เรายังไม่มีอุปกรณ์ที่มันจะสามารถสอดรับเครือข่ายนั้นได้ เช่น USB type ต่าง ๆ ต่อให้ข้อมูลจะเชื่อมต่อกันแค่ไหน แต่ไม่มีตัวเชื่อมที่เข้ากันได้ หรืออุปกรณ์สองตัวใช้ USB type ต่างกัน ก็จบ เช่นเดียวกับนามสกุลไฟล์ แม้ว่าจะมี adapter อยู่บ้าง แต่ก็ไม่สามารถส่งข้อมูลได้ตามต้นฉบับ หรือหากได้ แล้วมันจะเป็น IoT ได้อย่างไร หากข้อจำกัดอยู่อยู่ที่ความเข้ากันไม่ได้! ความฝันหวานว่าจะเห็นเมืองที่เป็น smart city คงจะเป็นไปไม่ได้หากปราศจากกรอบคิดแบบดิจิตอลและคอมพิวเตอร์ (และ cloud กับ IoT ด้วยถ้าจะกรุณา) ซึ่งต้องแน่ใจว่ากรอบคิดเหล่านี้มันเป็นกรอบคิดพื้นฐานที่เป็นฐานคิดในเวลาที่จะคิดริเริ่มอะไรขึ้นมาจริง ๆ ไม่ใช่การนำคำว่า smart หรือ 4.0 เข้าไปเติมข้างหน้าข้างหลังอะไรแล้วจะทำให้โลกมันdisrupt ไปหมด นั่นมันเป็นอะไรที่เพ้อเจ้อ และดูเสล่อเอามาก ๆ 

ดังนั้น คนที่อยู่ใน generation ที่อยู่ก่อนหน้า Generation X ขึ้นไป คือBaby Boomers, Silent Generation, Greatest Generation หรือ Lost Generation ตามลำดับ (กระปุกดอทคอม 2556) จึงไม่มีความคุ้นชินในระบบคอมพิวเตอร์และกรอบความคิดของระบบดังที่กล่าวไป หากจะเปรียบเทียบไปก็คงจะมีกรอบความคิดแบบองค์อธิปัตย์ ที่ยังคงหมกมุ่นกับกรอบความคิดของผู้ที่เป็นใหญ่ที่สุดในรัฐ และพร้อมที่จะให้อำนาจคนที่เหนือกว่าตนเองขึ้นมาปกครอง ภายใต้ความคิดที่เชื่อว่าตนเองไม่มีศักยภาพพอตามทฤษฎีชนชั้นนำ ที่ย้อนไปไกลได้ถึงความคิดแบบ ราชาปราชญ์ (Philosophy King) ของเพลโต หรือการปกครองที่ดีของอริสโตเติล หรือแม้แต้เจ้าผู้ปกครองของแมคเคียเวลลี่ ที่ล้วนแล้วแต่ไม่ไว้ใจให้ประชาชน หรือมวลชน หรือตัวแทนของคำว่า demos ทั้งหลายมีส่วนเกี่ยวข้องกับการปกครอง แน่นอนว่าไม่ว่าจะเป็นสภาวะสงครามหรือสภาวะโรคระบาด กรอบคิดแบบองค์อธิปัตย์นั้นเป็นกรอบคิดที่แยกไม่ขาดกับความประนีประนอม ความยืดหยุ่น ความไม่แน่นอน และความอะลุ่มอล่วย ซึ่งปรากฏในรูปของสภาวะยกเว้นนั่นเอง ซึ่งสภาวะยกเว้นนี้เอง ที่เป็นเครื่องมือหลักของรัฏฐาธิปัตย์ในการที่จะทำอะไรก็ได้ สามวันดี สี่วันไข้ จากนารี เป็นใด ๆ ก็ไม่มีใครทราบ แต่กรอบคิดแบบคอมพิวเตอร์และดิจิตอลไม่มีเช่นนั้น ไม่มีที่ว่างให้กับข้อยกเว้น แม้แต่ไวรัสที่เข้ามาทำลาย ยังต้องใช้ภาษาเดียวกับระบบปฏิบัติการ จึงจะสามารถเข้ามาทำลายข้อมูล ขโมยข้อมูล หรือแม้แต่เรียกค่าไถ่ข้อมูลได้ ไวรัสยังต้องเข้าตามตรอก ออกตาม recycle binจึงเป็นสาเหตุที่Mac ไม่สามารถถูกเจาะได้ด้วยไวรัสหลายชนิด ขณะเดียวกันไวรัสที่เข้ามาท้าทายความเป็นองค์อธิปัตย์ของรัฐอย่างโควิด-19 นั้น สามารถเข้าทำลายความชอบธรรมของรัฐได้อย่างไม่เหลือคราบ ทำให้รัฐต้องประกาศสภาวะฉุกเฉิน หรือ “สภาวะยกเว้น” อันเป็น “ความอะลุ่มอล่วย” หลักของความเป็นรัฐ ที่จะสงวนอำนาจดิบไว้ใช้เมื่อจำเป็น

ไม่ว่าจะอะไรก็แล้วแต่ กรอบความคิดแบบองค์อธิปัตย์จึงไปด้วยกันไม่ได้กับกรอบความคิดแบบคอมพิวเตอร์ เพราะข้อจำกัดเรื่องข้อยกเว้นนี่เอง ดังนั้นจึงไม่ต้องสงสัยเลยว่า ทำไมเมื่อมีคนที่เราจัดให้อยู่ใน Generation Baby Boomer ออกมาพูดว่ารัฐประหารไม่ใช่ปัญหาสำคัญ แต่คนที่เป็น Generation Y หรือ Z จึงยอมไม่ได้กับการรัฐประหาร คำตอบมันจึงอาจไม่ได้อยู่ที่ใครสมาทานความคิดแบบประชาธิปไตยหรอก แต่อาจจะอยู่ที่ว่า คนคนนั้น เข้าใจระบบความคิดแบบคอมพิวเตอร์ได้ดีแค่ไหน เพราะการที่จะอนุญาตให้เกิดสภาวะยกเว้นขึ้น เป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้ในระบบคิดแบบคอมพิวเตอร์ ทุกอย่างต้องทำตามระบบและตามโปรแกรมที่เขียนขึ้นมาเท่านั้น กล่าวคือ ไม่มีคำสั่งที่มีช่องว่างให้สภาวะยกเว้นนั่นเอง หรืออีกทางเลือกหนึ่งที่พอจะทำได้ในการลองปรับจูนสองภาษาให้เข้าหากันได้ และคุยกันรู้เรื่องภายใต้ประเด็นเดียวกันก็คือ เราอาจจะต้องทำตามที่มิเชล ฟูโกต์เสนอ คือ ต้องตัดหัวองค์อธิปัตย์ออก ก่อนที่จะพูดเรื่องทฤษฎีการเมือง


อ้างอิง

Agamben, Giorgio. 2008. State of Exception. University of Chicago Press.

———. 2020. ‘L’invenzione di un’epidemia’. Quodlibet. 16 February 2020. https://www.quodlibet.it/giorgio-agamben-l-invenzione-di-un-epidemia.

Christensen, Clayton M.; Bower, Joseph L. 1995. “Disruptive technologies: catching the wave”, Harvard Business Review

Dunning, Wm. A. 1896. ‘Jean Bodin on Sovereignty’. Political Science Quarterly11 (1): 82–104. https://doi.org/10.2307/2139603.

Lewis, J. U. 2016. ‘Jean Bodin’s “Logic of Sovereignty”:’ Political Studies, June. https://journals.sagepub.com/doi/10.1111/j.1467-9248.1968.tb00424.x.

Ramirez, Zinnia. ‘BABY BOOMERS, GEN X, MILLENNIALS, GEN Z, & GEN ALPHA: WHAT GENERATION AM I?’. Parentology. 25 February 2020. 
https://parentology.com/baby-boomers-gen-x-millennials-gen-z-gen-alpha-what-generation-am-i/

Schmitt, Carl. 1996. The Concept of the Political. University of Chicago Press.

———. 2010. Political Theology: Four Chapters on the Concept of Sovereignty. University of Chicago Press.

กระปุกดอทคอม. “มาดูกัน… คน 8 เจเนอเรชั่น คุณอยู่ในกลุ่มไหนนะ?”. KAPOOK! 18 มีนาคม 2556.

https://hilight.kapook.com/view/83492

ปิยบุตร แสงกนกกุล. 2553. “สภาวะยกเว้น” ในความคิดของ Giorgio Agamben. ฟ้าเดียวกันปีที่ 8(1) : 84-91.

ปิยบุตร แสงกนกกุล. 2557. “ทฤษฎีรัฐธรรมนูญ” ของ Carl Schmitt. รัฐศาสตร์สารปีที่ 35 (3) : 93-125.

ธเนศ วงศ์ยานนาวา. 2557ก. บทนำ Carl Schmitt: “ตำนานแห่งเทว” ว่าด้วยมิตรและศัตรู. รัฐศาสตร์สารปีที่ 35 (3) : 1-23.

ธเนศ วงศ์ยานนาวา. 2557ข. Carl Schmittและเอกเทวนิยม: ตำนานแห่งความเป็นรัฐ/การเมือง.รัฐศาสตร์สารปีที่ 35 (3) : 126-160.


[1]เปรียบกับชนชั้นกระฎุมพี(bourgeoisie) ในภาษาไทย

[2]“Sovereign is he who decides on the exception” – แปลโดยผู้เขียน

[3]Decree แปลเป็นไทยได้ว่าพระราชกฤษฎีกา แต่ในที่นี้จะหมายถึงกฎหมายที่รัฐสามารถออกได้เอง เช่น พระราชกำหนด หรือ พระราชกฤษฎีกา Decree จึงไม่ได้ครอบคลุมไปถึงกฎหมายที่อยู่เหนือองค์กรทางบริหาร เช่น กฎหมายที่ตราโดยองค์การทางนิติบัญญัติอย่าง รัฐธรรมนูญหรือพระราชบัญญัติในระบบกฎหมายไทย ดู (ปิยบุตร 2553, 87) ดังนั้น กฎหมายที่ใช้ในยามฉุกเฉิน เช่น ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินจึงตราเป็นพระราชกำหนด เพราะอยู่ในอำนาจการตราโดยฝ่ายบริหารนั่นเอง 

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: