Articles Book Review

ประชานิยมแบบซ้าย และการต่อต้านเสรีนิยมใหม่ที่เฉื่อยชาต่อ “ทุน” : บทสำรวจและข้อวิจารณ์ต่องาน “For a Left Populism” ของ Chantal Mouffe [III]

ศิปภน  อรรคศรี

ขอขอบคุณภาพจาก https://www.ips-journal.eu/book-reviews/review-of-for-a-left-populism-3053/ และ https://climateandcapitalism.com/2015/01/28/syriza-greece-left-green-government/

ประชานิยมแบบซ้ายของ Mouffe และสิ่งที่ต้องวิพากษ์ (?)

          ก่อนหน้านี้ในบทสำรวจของหนังสือ For a Left Populism” (2019) ของ Chantal Mouffe ทั้งสองส่วนได้กล่าวถึงส่วนสำคัญที่ Mouffe ต้องการนำเสนออย่างน้อยในสามส่วนสำคัญ อันเป็นแก่นสาระของงานชิ้นดังกล่าว ได้แก่ ส่วนแรกคือ กระบวนการครอบงำด้วยอำนาจนำของเสรีนิยมใหม่ ซึ่งนำมาสู่วิกฤตของระบอบประชาธิปไตยที่ไร้ความเป็นการเมืองโดยประชาชน จากนั้นส่วนที่สองและสามจึงเป็นการนำเสนอแนวคิดสำคัญของ Mouffe นั่นก็คือ “ห้วงโอกาสแห่งประชานิยม” (populist moment) ที่เป็นการอธิบายห้วงจังหวะที่อำนาจนำของเสรีนิยมใหม่กำลังถูกท้าทายด้วยการเมืองที่ขับคลื่อนโดยประชาชน ทว่าการพลังของประชาชนนั้นควรขับเคลื่อนโดยมียุทธศาสตร์อย่างไร Mouffe จึงชี้ต่อมาในแนวคิดส่วนที่สามก็คือ “ประชาธิปไตยแบบไต่เส้น” (radical democracy) เพื่อแสดงให้เห็นว่าประชาธิปไตยต้องก้าวข้ามกับดักของเสรีนิยมใหม่ที่ถอนความเป็นการเมืองที่อำนาจอยู่กับประชาชนมาอยู่ในการกำกับโดยผู้เชี่ยวชาญกลุ่มเล็กที่เข้ามากำกับให้รัฐมีขนาดเล็กลง และขณะเดียวกับขอบเขตเสรีภาพของปวงชนที่กว้างขึ้นย่อมหมายถึงการเข้าถึงและดูแลโดยสวัสดิการก็ลดทอนลงไปด้วยเช่นกัน

          แม้ว่าสองส่วนข้างต้นที่ได้สำรวจไปนั้นจะเข้าใจได้ถึงประโยชน์ในทางวิชาการที่ Chantal Mouffe ได้พยายามนำเสนอแนวคิดประชาธิปไตยแบบใหม่ เพื่อนำเอาความเป็นการเมืองที่ประชาชนเป็นเจ้าของอำนาจและกล้าที่จะผลักเพดานความคิดให้ไปได้ไกลที่สุดภายใต้กรอบกลไกการเมืองแบบประชาธิปไตย และเช่นเดียวกันนี้เองที่ผู้เขียนก็เห็นพ้องด้วยกับทัศนะของ Mouffe (ที่ได้รับอิทธิพลจาก Antonio Gramsci) ว่าปัญหาหนึ่งที่สังคมการเมืองประชาธิปไตยกำลังเผชิญกับการครอบงำของอำนาจนำโดยเสรีนิยมใหม่ที่ลดทอนพรมแดนการเมืองของประชาชนเพื่อสร้างรัฐที่เศรษฐกิจการเมืองไม่จำเป็นต้องรับผิดชอบสวัสดิการพลเมืองมากนัก หากแต่ผลักภาระให้เป็นประเด็นขอบเขตเสรีภาพของนายทุนน้อย (petty-bourgeoisie) ผู้ต้องดิ้นรนเริ่มต้นที่ตนเองโดยทีรัฐหลีกเลี่ยงที่จะเข้าไปสนับสนุนหรือมีสวัสดิการให้ แต่อย่างไรก็ตาม ข้อจำกัดทางกรอบคิดที่ Mouffe นำมาใช้ก็สามารถถูกวิจารณ์ได้ด้วยแนวคิดแบบซ้ายเองเช่นกัน โดยในงานเขียนส่วนที่สามนี้ของผู้เขียนจะเป็นการวิพากษ์งานFor a Left Populism” ของ Chantal Mouffe เพื่อแสดงให้เห็นถึงข้อวิจารณ์ที่ต่อแนวคิดประชานิยมแบบซ้ายที่ได้ละเลยแนวคิดเรื่อง “ทุน” (capital) และ “ความขัดแย้งทางชนชั้น” (class antagonism) ตลอดจนนำเสนอข้อวิจารณ์ที่มีต่อกรณีศึกษาพรรค Syriza แห่งกรีซ ที่ประยุกต์ใช้แนวคิดประชานิยมแบบซ้าย โดยจะอภิปรายแต่ละข้อวิจารณ์ไปตามลำดับ

ภายใต้อำนาจนำของเสรีนิยมใหม่ ทำไมจึงต้องสนใจ “ทุน” ?

          สิ่งที่ต้องถกเถียงเป็นอันดับแรกเลยก็คือ ทัศนะของ Mouffe ที่มองว่าจำเป็นต้องก้าวข้ามกรอบคิดแบบยึดสารัตถะเป็นแกน (essentialist) โดยเสนอให้ใช้กรอบคิดแบบไม่ยึดติดในสารัตถะ (anti-essentialist) เพื่อขยายมวลชนให้รวมกันต่อต้านการกดขี่หลากรูปแบบภายใต้วิถีทางประชาธิปไตยที่ยึดในกลไกรัฐธรรมนูญและสภา อย่างไรก็ตาม ความพยายามของ Mouffe นั้นยังคงมีช่องว่างในการอธิบายเพื่อก้าวข้ามกรอบคิดแบบสารัตถะแห่งชนชั้น (class essentialist) ซึ่งยึดโยงกับแนวคิดเรื่อง “ทุน” ตามกรอบคิดแบบมาร์กซิสม์ (Marxism)[1]

          เหตุใดการละเลยความสำคัญของแนวคิดเรื่อง “ทุน” ตลอดจนแนวคิดที่สัมพันธ์อย่างมิอาจแยกขาดอย่าง “มูลค่า” (value) จึงส่งผลเสียต่อการสร้างกรอบแนวคิดในการต่อต้านอำนาจนำของเสรีนิยมใหม่ นั่นก็เพราะเหตุสำคัญในการทำความเข้าใจ “ทุน” อย่างน้อยสองข้อดังนี้

ประการแรกก็คือ ทุนในฐานะปัจจัยการผลิต เนื่องจากทุนถือเป็นหนึ่งในแก่นสำคัญของวิธีคิดแบบมาร์กซิสม์ในเรื่องวิถีการผลิต (mode of production) แต่ละสังคมเศรษฐกิจแต่ละช่วงในห้วงประวัติศาสตร์จะมีพลวัตของกลไกการครอบครองทุนและสร้างผลิตผลเพื่อสร้างมูลค่าจากทุน (ตลอดจนมูลค่าที่สร้างโดยแรงงาน) ดังกล่าวเป็นแกนกลางในการสะสมความความมั่งคั่ง ซึ่งความมั่งคั่งที่เกิดขึ้นท่ามกลางความเหลื่อมล้ำในการครอบครองทุนและถ่างช่องว่างของชนชั้นทางเศรษฐกิจ จะเข้ามากำหนดความสัมพันธ์ระหว่างนายทุนผู้ครอบครองทุนปัจจัยการผลิตและแรงงานผู้ที่ผลิตโดยไม่ได้ครอบครองปัจจัยการผลิต เมื่อเป็นเช่นนั้นความเหลื่อมล้ำในการครอบครองทุนในฐานะปัจจัยการผลิตดังกล่าวจึงสร้างความสัมพันธ์ทางอำนาจที่ผู้ครอบครองทุนมีอำนาจครอบงำทางเศรษฐกิจ-การเมืองเหนือเหล่าชนชั้นแรงงาน แม้ว่าพวกเขาจะเป็นผู้ทำหน้าที่ผลิต “โภคภัณฑ์” (commodity) อันมีมูลค่าเสริมขึ้นจากเวลาทางสังคมที่สละเพื่อการเป็นแรงงาน (socially necessary labour-time) ก็ตาม (Marx and Engels 1967, pp. 129-131)

นอกจากนั้นประการที่สอง ความสัมพันธ์ระหว่างทุนกับแนวคิดเรื่องมูลค่า ก็เป็นอีกปัจจัยที่ขยายความมั่งคั่งของผู้ครอบครองทุนให้เหนือกว่าแรงงานหรือบรรดานายทุนน้อยที่มีทุนเพียงพอแค่ประทังชีพด้วยการรับจ้างงานแบบไม่มั่นคง (precarious employment) ซึ่งหากจะอธิบายอย่างรวบรัด ในยุคสมัยที่เศรษฐกิจเป็นแบบทุนนิยม การค้าขายสินค้าโภคภัณฑ์ที่จะสร้างความมั่งคั่งให้แก่ผู้ครอบครองทุนได้ สินค้าดังกล่าวจำเป็นต้องมีมูลค่าอย่างน้อยในสองส่วน ได้แก่ มูลค่าจากการใช้งาน (use value) ไม่ว่าจะเป็นการใช้ประโยชน์จากสิ่งนั้นโดยตรงได้เลย หรือจะเป็นการใช้ประโยชน์หลังการแปรรูปก็ตาม นอกจากนั้นยังมีส่วนของมูลค่าจากการแลกเปลี่ยน เนื่องจากการประเมินมูลค่าของสินค้าโภคภัณฑ์จำเป็นต้องพิจารณาทั้งมูลค่าเปรียบเทียบเมื่อสินค้านั้นเทียบกับสินค้าประเภทอื่น (Marx and Engels 1967, pp. 138-154) อีกทั้งสิ่งที่วิธีคิดแบบมาร์กซิสม์นั้น มีการพิจารณาที่ลุ่มลึกกว่าเศรษฐศาสตร์แบบ David Ricardo[2] ที่เป็นเพียงเรื่องของการที่พิจารณารวมเอามูลค่าจากการที่แรงงานสละเวลาทางสังคมเพื่อมาใช้ในการผลิตสินค้านั้นอีกด้วย

เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว คำถามถัดมาคือ คนทำงานแต่ละอาชีพแต่ละภาคส่วนการผลิตนั้นต่างมี “สำนึกทางชนชั้น” (class consciousness) มากเพียงพอหรือไม่ ที่จะตระหนักถึงปัญหาของการขูดรีดส่วนต่างการผลิตจากการผลิตสินค้า โดยได้รับค่าตอบแทนและสวัสดิการที่สมสัดส่วนกับสิ่งที่เข้าได้ผลิตให้แก่นายทุน ? และมวลชนที่เข้ารวมตัวกันเพื่อก่อตัวเป็นขบวนการประชานิยมแบบซ้ายนั้น ได้ตระหนักเพียงใดถึงความสัมพันธ์ทางการผลิตที่มีการขูดรีดภายใต้วิถีการผลิตแบบเศรษฐกิจเสรีนิยมใหม่ที่นิยมการจ้างงานแบบไม่มั่นคง ?

ปัญหาประการหนึ่งของ Mouffe ในการสร้างขบวนการประชานิยมแบบซ้าย ที่ใช้กรอบคิดแบบไม่ยึดติดสารัตถะและมองข้ามประเด็นของทุน จึงเป็นเพียงการมุ่งหาศัตรูร่วมกันของประชาชนที่มีอุดมการณ์หัวก้าวหน้าร่วมกันกลุ่มหนึ่ง โดยที่ละเลยการประเมินความสัมพันธ์ของทุนภายใต้การกดทับโดยเศรษฐกิจ-การเมืองแบบเสรีนิยมใหม่ เมื่อเป็นเช่นนั้นแล้ว เมื่อผู้คนต่อสู้ร่วมกันในฐานะฝ่ายซ้ายที่ละเลยประเด็นสำคัญเหล่านี้ ทั้งความสัมพันธ์ทางการผลิตที่กำลังขูดรีดผู้คนที่แตกต่างหลากหลายอย่างเท่าเทียมกันแล้วสะสมความมั่งคั่งจากทุนที่ขูดรีดพวกเขาเหล่านั้น หรือประเด็นที่ว่าความสามารถของแรงงานในการผลิตเพื่อสร้างมูลค่าให้แก่โภคภัณฑ์ แต่ทว่าแรงงานเหล่านั้นไม่ได้มีอำนาจต่อรองเสมอไป ตลอดจนมูลค่าที่เกิดจากการแลกเปลี่ยนโดยบรรษัทยักษ์ใหญ่ที่ได้รับประโยชน์จากเศรษฐกิจ-การเมืองแบบเสรีนิยมใหม่เป็นผู้กำหนดและกดทับแรงงานทั้งหลาย เช่นนี้ย่อมส่งผลให้ขบวนการประชานิยมแบบซ้ายที่แม้ว่าจะมีความโกรธแค้นต่อความไม่ยุติธรรมทางสังคม-การเมืองที่กดทับต่อผู้คนอย่างหลากหลายรูปแบบ ถึงแม้ว่านั่นจะเป็นเรื่องที่ดีต่อการต่อสู้ในกรอบประชาธิปไตยที่ยึดมั่นในรัฐธรรมนูญของประชาชน เพื่อเผชิญหน้ากับชนชั้นนำที่กอบโกยผลประโยชน์จากอำนาจนำของเสรีนิยมใหม่ แต่ขบวนการฝ่ายซ้ายดังกล่าวจะเกิดความไร้เดียงสาต่อความสำคัญของแนวคิดเรื่องทุน ตลอดจนอาจลุกลามเป็นความขัดแย้งทางชนชั้นที่เกิดขึ้นภายในเสียเองระหว่างชนชั้นแรงงานกับนายทุนน้อยผู้รักประชาธิปไตยแต่สยบยอมต่อทุนนิยมแบบเสรีนิยมใหม่ (neoliberal capitalism)

ข้อโต้แย้งจากมุมมาร์กซิสม์: ปัญหาของมวลชนประชานิยมแบบซ้ายที่ละเลยความขัดแย้งทางชนชั้น

          เมื่อย้อนกลับไปพิจารณาจากมุมมองที่ Mouffe เสนอไว้ในหน้า 48-49 ของ For a Left Populism ที่อธิบายได้รวบรัดว่า “มาร์กซิสต์กำลังสับสนในความขัดแย้งในทางลวงสองแพร่ง ที่เชื่อว่าเสรีประชาธิปไตยเป็นโครงสร้างส่วนบนของระบบทุนนิยม ปัญหามาจากหลักการในรัฐธรรมนูญก็ต้องแก้ภายในกลไกการแบ่งอำนาจ-สิทธิเลือกตั้ง-ระบบหลายพรรค-สิทธิพลเมือง วิธีแก้ต้องเป็นการคุ้มครองประชาธิปไตยด้วยการทำให้มันไต่เส้น ไม่ใช่ทำลายมัน” (Chantal Mouffe, 2019, p. 48-49) แม้ว่าจะสามารถเข้าใจประโยคข้างต้นได้ในฐานะความปรารถนาดีที่จะฟื้นฟูความเป็นการเมืองของประชาชนในกรอบประชาธิปไตย แต่อย่างไรก็ตาม มุมมองดังกล่าวเป็นการประเมินที่ลดทอนความสำคัญของกรอบทฤษฎีแบบมาร์กซิสม์ให้แคบลงเหลือแต่เพียงแนวทางการปฏิวัติแบบเลนินนิสม์ (Leninism) นอกจากนั้นในทางกลับกัน ข้อเสนอของ Mouffe เองยังอาจส่งผลให้ขบวนการประชานิยมแบบซ้ายเกิดปัญหารุนแรงประการหนึ่งก็คือ “การสูญเสียสำนึกทางชนชั้น” และย้อนกลับมาเป็นความขัดแย้งภายในขบวนการเสียเอง

          หากจะอธิบายอย่างรวบรัด แนวคิดเรื่อง “ความขัดแย้งทางชนชั้น” ถือเป็นมโนทัศน์ที่สำคัญทางสังคมศาสตร์สายมาร์กซิสม์ที่เชื่อถึงความเปลี่ยนแปลงอันมิอาจหลีกเลี่ยงในห้วงประวัติศาสตร์ ความเปลี่ยนแปลงดังกล่าวจะเกิดจากความขัดแย้งระหว่างชนชั้นนายทุนกับชนชั้นแรงงาน ซึ่งมีต้นเหตุมาจากความสัมพันธ์ทางการผลิตอันมีวิถีการผลิตที่ขูดรีดประโยชน์ส่วนเกินจากการผลิตของแรงงานผู้ทำหน้าที่ผลิตโดยสละเวลาทางสังคมแต่กลับได้รับค่าตอบแทนไม่สมสัดส่วนกับเวลางสังคมที่ได้สละไป ตลอดจนมูลค่าจากกระบวนการผลิตที่แรงงานได้ใส่ไปในสินค้า กล่าวคือมุมมองของ Karl Marx นั้นไม่เพียงแต่อธิบายความสัมพันธ์ระหว่างชนชั้น แต่ยังเชื่อในพลังของตัวชนชั้นที่จะเปลี่ยนแปลงวิถีการผลิตที่กำลังขูดรีดพวกเขาด้วย (เก่งกิจ กิตติเกรียงลาภ, 2564, น. 41-42)

อย่างไรก็ตาม เมื่อย้อนกลับมาพิจารณาแนวคิดเรื่องประชานิยมแบบซ้าย และประชาธิปไตยแบบไต่เส้นของ Mouffe แล้ว ปัญหาอีกประการหนึ่งคือ การที่ Mouffe หวังพึ่งพิงชนชั้นกลาง (middle class) ให้เป็นตัวแปรสำคัญ ซึ่งคล้ายคลึงกันกับแนวคิดแบบนีโอมาร์กซิสม์ (Neo-Marxism) ดังเช่นความคิดของ Eric Olin Wright ที่มีข้อเสนอสำคัญอย่างเรื่อง “ตำแหน่งที่ตั้งทางชนชั้นที่มีลักษณะขัดแย้งภายใน” (contradictory class location) ซึ่งมองว่าคนชนชั้นกลางกลุ่มนี้ที่เป็นทั้งผู้ถูกขูดรีดโดยนายทุนและเป็นผู้ขูดรีดเองอีกชั้นหนึ่ง ชนชั้นที่มีความขัดแย้งภายในตัวเองเหล่านี้ต่างหากที่จะต่อสู้เพื่อที่จะเรียกร้องผลประโยชน์เอง (Erik Olin Wright, 1997, p. 43-44) ปัญหาที่สังเกตได้ชัดจึงมีอย่างน้อยสองข้อดังนี้

ข้อแรกคือ แนวคิดเรื่องความขัดแย้งทางชนชั้นแบบมาร์กซ์นั้นให้ความสำคัญกับแนวคิดเรื่อง “วิถีการผลิต” ซึ่งนีโอมาร์กซิสม์เหล่านี้ต่างไม่ได้สนใจประเด็นนี้เพียงพอ ไม่ว่าจะ Mouffe หรือ Wright ก็ตาม ผลที่ตามมาในทางปฏิบัติจึงอาจก่อให้เกิดขบวนการประชานิยมแบบซ้ายที่แม้ว่าจะผลักดันประเด็นทางการเมืองที่พวกเขามองว่าเป็นการต่อสู้กับอำนาจนำของเสรีนิยมใหม่ ทว่าก็เป็นต่อสู้โดยไม่ได้ก่อความเปลี่ยนแปลงใดต่อวิถีการผลิตภายใต้ทุนนิยมแบบเสรีนิยมใหม่เลย

นอกจากนั้นข้อสอง การรวมตัวกันต่อสู้การกดขี่ด้วยความหลากหลายทางอุดมการณ์หัวก้าวหน้านั้น ปัญหาในมุมกลับคือ ก่อให้เกิดมายาคติเรื่องความเท่ากันทางสังคม-เศรษฐกิจของมวลชน ซึ่งทำให้การกดขี่บางประเด็นเบาบางลงในสายตามวลชน ไม่ว่าจะเป็นความเหลื่อมล้ำของความเป็นแรงงานแต่ละวิชาชีพที่ถูกเสรีนิยมใหม่กดทับ แม้ว่าจะออกมาเรียกร้องข้อต่อรัฐบาลเหมือนกัน แต่นายทุนน้อยจำนวนหนึ่งสามารถหมุนรายได้ในการลงทุนคริปโตไปด้วย หรือนายทุนน้อยที่ครองยานพาหนะในการรับจ้างงานขนส่งสินค้าจำเป็นต้องหยุดจ้างงานชั่วเวลาหนึ่งเพื่อมาเรียกร้องก็ได้ ในขณะที่แรงงานอุตสาหกรรมไม่น้อยที่สูญเสียรายได้จากการเลิกจ้างงาน ด้วยการที่โลกคู่ขนานเกิดเป็นคำถามที่ว่า จะแน่ใจได้อย่างไรว่าภายใต้ความหลากหลายทางความคิดที่ก้าวหน้านั้นต่างมองเห็นภาพของความเหลื่อมล้ำอันเป็นผลจากความไม่มั่นคงทางเศรษฐกิจภายใต้ระบบเศรษฐกิจแบบเสรีนิยมใหม่ จะแน่ใจได้อย่างไรว่ามวลชนในขบวนการจะไม่เกิดความขัดแย้งภายในอันเกิดจากการขาดสำนึกทางชนชั้นเนื่องจากไม่ได้มีความเข้าใจต่อความสัมพันธ์ทางการผลิตและทุนอย่างเพียงพอ

เช่นนี้แล้วจะแน่ใจอย่างไรว่าการต่อสู้ทางการเมืองด้วยวิถีทางประชานิยมแบบซ้าย ประกอบกับกรอบคิดแบบไร้การยึดโยงกับสารัตถะแห่งทุน สิ่งเหล่านี้จะช่วยให้การต่อสู้เพื่อปลดแอกจากกระบวนการก่อตัวอำนาจนำของเสรีนิยมใหม่ได้สำเร็จ หรือในทางกลับกัน นี่คือการต่อสู้กับชนชั้นนำทางการเมืองที่นิยมทำการเมืองแบบเสรีนิยมใหม่ และขณะเดียวกันมวลชนฝ่ายซ้ายก็สยบยอมต่อวิถีการผลิตแบบเสรีนิยมใหม่ที่ทุนใหญ่ที่กำลังขูดรีดส่วนต่างจากแรงงานทั้งปวงแล้วยังทำให้แรงงานเหล่านั้นต้องทำงานภายใต้วิถีการผลิตแบบเสรีนิยมใหม่ที่บีบบังคับให้แรงงานต้องทนกับงานที่ขยายสภาวะแปลกแยกแรงงานเหล่านั้นออกจากชีวิตทางสังคมอยู่ทุกขณะ ทั้งนี้เพื่อไม่ให้ข้อวิพากษ์ของผู้เขียนถูกเข้าใจว่าเป็นข้อวิจารณ์ที่รุนแรงเกินจริง คำถามที่ต้องพิจารณาต่อไปก็คือ แล้วในภาคปฏิบัติของแนวคิดประชานิยมแบบซ้ายนั้น มีพรรคการเมืองที่นำไปประยุกต์ใช้ระดมมวลชนแล้วได้ผลลัพธ์เช่นไรบ้างผ่านกรณีศึกษาของพรรค Syriza แห่งประเทศกรีซ

ขอขอบคุณภาพจาก https://autonomies.org/2015/10/the-illusions-of-yet-another-new-left-syriza-and-podemos/

ประชานิยมแบบซ้ายที่ล้มเหลว? ศึกษากรณีประชานิยมที่ล้มเหลวของพรรค Syriza

          สำหรับการประเมินภาคปฏิบัติของประชานิยมแบบซ้ายผ่านกรณีของพรรค Syriza นั้น นักวิชาการรัฐศาสตร์อย่าง Cas Mudde และ Petros Papasarantopoulos ได้เขียนวิเคราะห์ไว้ในงานของเขาที่ชื่อว่า SYRIZA: The Failure of the Populist Promise” (2017) ซึ่งเป้าหมายในการวิพากษ์ของ Mudde และ Papasarantopoulos นั้นชัดเจนว่ามุ่งเป้าต่อแนวคิดเรื่อง “ประชานิยม” ซึ่งเป็นอุดมการณ์เชิงศีลธรรมที่มุ่งปฏิเสธความแตกต่างของผลประโยชน์หรือความคิดเห็นที่แตกต่างออกไปจากความคิดเห็นของ “ประชาชน” อีกทั้งยังปฏิเสธอย่างสิ้นเชิงต่อความชอบธรรมของศัตรูทางการเมืองของประชาชนอีกด้วย (Cas Mudde and Petros Papasarantopoulos, 2017, p. 12)  อีกทั้งคำถามอีกคำถามที่สำคัญคือ ประชานิยมแบบซ้ายของพรรค Syriza ก่อให้เกิดปัญหาอย่างไร ? ซึ่งหมุดหมายสำคัญที่ Mudde และ Papasarantopoulos มองว่าเป็นความสุดโต่งและเป็นภัยต่อประชาธิปไตยเสียเอง ก็คือ กรณีของ “Greferendum” เมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม ค.ศ. 2015 หรือประชามติเพื่อตกลงหรือปฏิเสธที่จะปฏิบัติตามแผนมาตรการทางการเงินที่ทางสหภาพยุโรปเป็นผู้กำหนด ซึ่งผลประชามติของ Greferendum จบลงด้วยความเห็น 61% ปฏิเสธการทำตามมาตรการของสหภาพยุโรป (Mudde and Papasarantopoulos, p. 32-33) และความสุดโต่งทางการเมืองโดยการอ้างเสียงของประชาชนนี้เองที่ ผู้เขียนหนังสือทั้งสองเองก็มองว่าอันตรายเช่นเดียวกันกับทั้งคอมมิวนิสม์ (communism) หรือฟาสซิสม์ (fascism) เนื่องจากอุดมการณ์ประชานิยมนั้นอ้างแหล่งที่มาของความชอบธรรมจากเพียง “สามัญสำนึกของประชาชน” ประกอบกับการที่กรีซมีพรรคการเมืองสุดโต่งอย่าง Golden Dawn ส่งผลให้ Syriza สามารถตัดสินใจไต่เส้นทางการเมืองได้อย่างเต็มที่โดยมี Golden Dawn เป็นศัตรูทางการเมืองที่สามารถนำมาใช้โจมตีเรื่องความสุดโต่งทางการเมืองยิ่งกว่าที่ Syriza ได้วางแผนหรือตัดสินใจทำ แล้วการตัดสินใจไต่เส้นอย่างสุดโต่งนี้เองก็เป็นปัจจัยหนึ่งที่มีส่วนต่อการพากรีซเดินไปสู่เส้นทางของการล้มละลายทางเศรษฐกิจ

ด้วยเหตุนี้เองตัวประชานิยมไม่ว่าแบบซ้ายหรือขวา แม้ว่าจะช่วยส่งเสริมให้กลุ่มประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมทางการเมืองในสถาบันประชาธิปไตย หากแต่ว่าประชานิยมเองก็จะส่งผลลดทอนการเมืองแบบเสรีนิยมที่มีรัฐธรรมนูญเป็นเสาหลักคุ้มครองสิทธิส่วนบุคคลของปัจเจกเช่นกัน (Mudde and Papasarantopoulos, 76) อีกทั้งผู้เขียนหนังสือทั้งสองยังได้ปฏิเสธอย่างตรงไปตรงมาต่อ “ประชานิยมแบบซ้าย” ของ Mouffe แม้ว่าจะเห็นตรงกันว่าประชาธิปไตยในสมัยใหม่นั้นมีความตึงเครียดภายในอยู่ก็ตาม แต่ Mudde และ Papasarantopoulos มองเห็นปัญหาความตึงเครียดระหว่างเสรีนิยมกับประชาธิปไตยที่กำลังเกิดขึ้นทั่วโลก แต่ไม่เขาคิดว่าประชานิยมหัวก้าวหน้าจะนำไปสู่ทางออก แต่จำเป็นต้องสังเกตเงื่อนไขของประชานิยมที่จะมาช่วยปรับปรุงที่ตัวของเสรีประชาธิปไตยเองต่างหาก (Mudde and Papasarantopoulos, p. 80)

ประชาธิปไตยต้องหลากหลายและมองเห็นโครงสร้างส่วนบนของปัญหา

          ท้ายที่สุดแล้ว การวิพากษ์งาน “For a Left Populism” ของ Chantal Mouffe สำหรับผู้เขียนแล้วมีส่วนสำคัญอย่างน้อยที่สุดคือ เรื่องของการต่อสู้กับโครงสร้างส่วนบนของรัฐ อย่างเรื่องวิถีการผลิตแบบระบบทุนนิยมเสรีนิยมใหม่ ซึ่งการต่อสู้กับอำนาจนำของเสรีนิยมใหม่ที่ครอบงำวิถีการผลิตของรัฐได้นั้นเพียงแค่ความโกรธเกรี้ยวที่มาจากเจตจำนร่วมอันหลากหลายของประชาชนนั้นยังไม่เพียงพอ หากแต่ยังต้องย้อนกลับไปประเมินข้อเสนอเชิงสังคม-เศรษฐศาสตร์ของสายมาร์กซิสม์ที่ให้ความสำคัญกับเรื่องของทุนด้วย เพราะปัญหาสำคัญที่เราทุกคนในฐานะแรงงานต่างเผชิญร่วมกันอยู่ในยุคปัจจุบันก็คือ ปัญหาของการจ้างงานแบบไม่มั่นคง สวัสดิการที่ไม่สมสัดส่วนกับการทำงาน ตลอดจนการที่งานในยุคของเสรีนิยมใหม่ได้สร้างความแปลกแยกให้แก่แรงงานเพื่อหลอกล่อให้พวกเขาสละเวลาทางสังคมมาใช้ในการทำงานจนทำให้พวกเขาเหล่านั้นแปลกแยกต่อทั้งจากสังคม คนรอบข้าง รวมถึงแปลกแยกที่จะเข้าใจสิ่งที่ตัวแรงงานเหล่านั้นจะเข้าใจสิ่งที่ตนเองกำลังทำได้อย่างแท้จริง

          เมื่อเป็นเช่นนี้แล้วระบอบเสรีประชาธิปไตยเองจึงจำเป็นต้องถูกฟื้นฟูขึ้นมาด้วยแนวทางที่เห็นภาพรวมของปัญหาโดยไม่มองข้ามถึงสารัตถะของสังคม-เศรษฐกิจที่ดำเนินมาตลอดในห้วงประวัติศาสตร์ ประชาธิปไตยจึงไม่ควรถูกจำกัดกรอบเหลือแค่เรื่องของจำนวนคนที่รวมตัวกันด้วยเจตจำนงร่วม แต่ยังต้องมองเห็นร่วมกันถึงภาพของสังคมการเมืองในอนาคตที่ต้องการเปลี่ยนแปลงวิถีการผลิตด้วยกลไกของประชาธิปไตยและมีรัฐธรรมนูญรองรับให้เกิดการกระจายความมั่งคั่งและสวัสดิการสู่คนทำงานทุกคนอย่างเป็นธรรม อันเป็นเงื่อนไขที่จะทำให้ผู้คนมองเห็นความสำคัญของการมีส่วนร่วมทางการเมืองในแบบประชาธิปไตยที่จะสามารถต่อรองกับทุนเพื่อสร้างคุณภาพที่ดีให้แก่ชีวิตของประชาชนในฐานะแรงงานที่ได้รับอำนาจอย่างแท้จริงในสังคม-เศรษฐกิจ-การเมืองในที่สุด

บรรณานุกรม

  • เก่งกิจ กิติเรียงลาภ. (2564). เริ่มต้นใหม่จากจุดเริ่มต้น : ทฤษฎีสังคมมาร์กซิสต์ในศตวรรษที่ 21. กรุงเทพ: ILLUMINATIONS.
  • Marx, K., & Engels, F. (1967). Capital: A Critique of Political Economy. New York: International Publishers.
  • Mouffe, C. (2019). For a Left Populism. Brooklyn and London: Verso.
  • Mudde, C., & Papasarantopoulos, P. (2017). Syriza: The failure of the populist promise. Cham, Switzerland : Palgrave Macmillan
  • Wright, Erik Olin (1997). Class counts: comparative studies in class analysis. Cambridge New York Paris: Cambridge University Press Maison des Sciences de l’homme.

[1] หากต้องการศึกษาเพิ่มเติมเกี่ยวกับแนวคิดมาร์กซิสม์ (Marxism) ในประเด็น “ทุน” (capital) “โภคภัณฑ์” (commodity) หรือ “มูลค่า” (value) สามารถศึกษาเพิ่มเติมได้ที่: Marx, K., & Engels, F. (1967). Capital: A critique of political economy. New York: International Publishers. หรือรับฟังเลคเชอร์เพิ่มเติมของ David Harvey ได้ที่: https://www.youtube.com/watch?v=gBazR59SZXk&list=PL0A7FFF28B99C1303&ab_channel=ReadingMarx%27sCapitalwithDavidHarvey

[2] David Ricardo เป็นนักเศรษฐศาสตร์การเมืองชาวอังกฤษผู้เสนอทฤษฎีการค้าระหว่างประเทศในเรื่อง  “ความได้เปรียบเชิงเปรียบเทียบ” (comparative advantage) กล่าวคือ เป็นการที่บางประเทศจะสามารถใช้ประโยชน์จากการผลิตสินค้าที่สามารถใช้ประโยชน์จากศักยภาพการผลิตภายในประเทศเพื่อนำไปแลกเปลี่ยนกับสินค้าที่ประเทศนั้นไม่สามารถผลิตได้ดีเท่าประเทศอื่น ซึ่ง Marx พยายามเสนอพัฒนาจากแนวคิดคิดของ Ricardo โดยเสนอให้มองในเรื่องของเวลาทางสังคมที่แรงงานได้ใช้ไปในการผลิตสินค้าด้วย จึงจะสามารถประเมินมูลค่าแลกเปลี่ยนของสินค้านั้นได้


Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: