Articles

MAY 2022: เลือกตั้งผู้ว่า กทม. กับการส่งเสริมการมีส่วนร่วมและการแสดงออกทางการเมืองของประชาชน (ผ่านนวัตกรรม!)

ภูริภัทร์ เครือนพรัตน์
5 พฤษภาคม 2565

      

การเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครและสมาชิกสภากรุงเทพ (ส.ก.) นั้นจะเกิดขึ้นในวันอาทิตย์ที่ 22 พฤษภาคม 2565 นับเป็นการเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครเป็นครั้งแรกนรอบ 9 ปี (การเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพครั้งก่อนหน้าคือ วันที่ 3 มีนาคม 2556 : อันดับ 1 ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร อันดับ 2 พล.ต.อ.พงศพัศ พงษ์เจริญ) และยังเป็นการเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครเป็นครั้งแรกนับจากการรัฐประหาร 22 พฤษภาคม 2557 นับเป็นเวลา 8 ปีพอดี ไม่ขาดไม่เกิน จากวันที่มีการรัฐประหาร การเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครครั้งนี้จึงได้รับความสนใจ เพราะไม่เพียงแต่เป็นการเลือกตั้งท้องถิ่นในรูปแบบพิเศษ ของเมืองหลวงของประเทศไทยเท่านั้น แต่ยังเป็นเสมือนการวัดพลังของพรรคการเมือง และกลุ่มผลประโยชน์ทางการเมืองที่มีอำนาจอยู่ในปัจจุบัน ผลของการเลือกตั้งในครั้งนี้ จึงไม่ได้เป็นเพียงการชิงตำแหน่งเข้ามาบริหารและสร้างนโยบายให้กับกรุงเทพมหานครเท่านั้น แต่การส่งผู้สมัครที่มีชื่อเสียงและเป็นตัวแทนของพรรค/กลุ่มทางการเมือง ทำให้การเลือกตั้งครั้งนี้ส่งผลต่อแรงเหวี่ยงทางการเมือง หรือที่อาจเรียกกันว่าเป็น momentum ทางการเมืองเพื่อเปิดทางไปสู่การเลือกตั้งทั่วไปหรือการเลือกตั้งระดับชาติในอนาคตอันใกล้อีกด้วย

ซึ่งที่ผ่านมาก็มีการคาดการกันไปนานา ใครเป็นตัวเต็ง หรือใครเข้าวิน การเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครเป็นไปด้วยอารมณ์มากกว่าเหตุผล หรือการใช้วาทะทางการเมือง เช่น “ไม่เลือกเรา เขามาแน่” “ส่งเสาไฟฟ้าลงก็ชนะ” หรือ “ไม่เลือกเขา เรามาแน่” หรือจะดูและตาดการจากผลสำรวจหรือโพลต่าง ๆ หรือจะดูจากกระแสตอบรับจากการดีเบตกันทางสื่อต่าง ๆ ทำให้เกิดการคาดการณ์ไปต่าง ๆ แต่สุดท้าย การเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร มักจะถูกตัดสินในวันเลือกตั้งเอง กล่าวคือ ความแน่นอนของการเลือกตั้งมักจะคือความไม่แน่นอน และผลการเลือกตั้งนั้น หักปากกาเซียนมาหลายท่านแล้ว การจะคาดเดา หรือทำนายทายทักในการเลือกตั้งครั้งนี้ จึงเป็นสิ่งที่ผู้เขียนมิบังอาจจะทำ แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดของการเลือกตั้งนั้นคือ การได้ใช้สิทธิ์ใช้เสียงของประชาชน ในการแสดงเจตจำนงของตนในการเลือกตัวแทนที่สะท้อนความต้องการของตัวเอง บทความนี้จึงไม่ได้เป็นการวิเคราะห์การเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครในปี 2565 นี้โดยตรง แต่เป็นการชี้แนวทางให้ประชาชนสามารถใช้สิทธิ์ใช้เสียงในการมีส่วนร่วมในการเลือกตั้งครั้งนี้ให้ได้มากที่สุด ไม่ว่าจะเป็นผู้มีสิทธิ์เลือกตั้ง หรือไม่มีสิทธิ์ตั้งก็ตาม ประชาชนย่อมมีสิทธิของพลเมืองในการมีส่วนร่วมและแสดงออกทางการเมือง ดังนั้น การจะทำให้การเลือกตั้งมีความหมาย จึงไม่ใช่เพียงการดำเนินการจัดให้มีการเลือกตั้งเพียงอย่างเดียว หากแต่คือการมีสำนึกรู้ถึงศักยภาพของประชาชนในการมีส่วนร่วมและแสดงออกทางการเมืองด้วย บทความนี้จึงเป็นเสมือนการทบทวนและมองการเลือกตั้งในภาพรวม เพื่อเสนอแนวทางในการมีส่วนร่วมและแสดงออกทางการเมือง ทั้งแบบดั้งเดิมและด้วยนวัตกรรมต่าง ๆ ผ่านฉากหลังที่เป็นการเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครในปี 2565

จะต้องรู้อะไรบ้างในการเลือกตั้งครั้งนี้ ?

การเลือกตั้งครั้งนี้มีผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครถึง 31 คน แต่ 1 คนขาดคุณสมบัติ จึงเหลือ 30 คน และมีผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภากรุงเทพทั้งหมด 382 คน ถูกตัดสิทธิ์ 3 คน เหลือ 379 คน[1] ซึ่งสภากรุงเทพสามารถดำรงตำแหน่งได้เพียง 50 คน (1 คนต่อเขต) เท่านั้น นับว่าเป็นการเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครที่มีผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครมากที่สุด คือ 30 คน[2] ส่วนสิ่งที่ขาดหายไปจากการเลือกตั้งในกรุงเทพมหานครครั้งก่อน ก็คือ สมาชิกสภาเขต (ส.ข.) เนื่องจากคณะกรรมมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.)  มีความเห็นว่ามีการเอื้อกับกลุ่มผลประโยชน์ทางการเมืองและแสวงหาผลประโยชน์ เช่นมักเป็นหัวคะแนนให้กับพรรคการเมืองเป็นต้น แม้ว่าจะมีความใกล้ชิดกับประชาชนในเขตก็ตาม[3]

ซึ่งผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งในครั้งนี้ ตามพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ. 2562 กำหนดให้ผู้มีสิทธิ์เลือกตั้ง มีสัญชาติไทยโดยกำเนิด หรือได้รับสัญชาติไทยโดยการแปลงสัญชาติมาแล้วไม่ต่ำกว่า 5 ปี มีอายุ 18 ปีบริบูรณ์ ในวันเลือกตั้ง กล่าวคือ เกิดในวันที่ 22 พฤษภาคม 2547 หรือก่อนหน้านั้น เป็นผู้มีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านในเขตเลือกตั้งมาแล้วไม่ต่ำกว่า 1 ปี โดยสามารถตรวจสอบสิทธิ์ได้ที่เว็ปไซต์  https://stat.bora.dopa.go.th/Election/enqelectloc/ โดยกรอกเลขที่บัตรประจำตัวประชาชน 13 หลัก เพื่อใช้ในการค้นหาซึ่งจะมีข้อมูลต่าง ๆ ปรากฎขึ้น เช่น สิทธิการเลือกตั้ง ลำดับที่ เขตเลือกตั้ง และ หน่วยเลือกตั้ง[4] และหากพบว่า ไม่มีรายชื่อของตนหรือผู้อาศัยในบ้านของตนในรายชื่อผู้มีสิทธิ์เลือกตั้ง สามารถยื่นคำร้องต่อนายทะเบียนท้องถิ่นเพื่อขอเพิ่มชื่อ-ถอนชื่อ พร้อมนำสำเนาทะเบียนบ้านและบัตรประชาชน หรือบัตรประจำตัวอื่นใดที่ทางราชการออกให้ไปแสดงด้วย ก่อนหน้าวันเลือกตั้งไม่น้อยกว่า 10 วัน ในทางกลับกัน หากพบชื่อผู้อื่นที่ไม่ได้อยู่ในทะเบียนบ้านของตนเป็นผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งก็สามารถยื่นถอนชื่อได้เช่นกัน เพื่อไม่ให้เกิดการสวมสิทธิ์ อันอาจนำไปสู่การทุจริตการเลือกตั้ง

ส่วนผู้ไม่มีสิทธิ์เลือกตั้ง ได้แก่ เหล่านักบวช ผู้ที่อยู่ระหว่างการถูกเพิกถอนสิทธิ์เลือกตั้ง ผู้ต้องขังหรือผู้ถูกคุมขังตามหมายศาล ผู้มีลักษณะวิกลจริต เป็นต้น และหากมีเหตุอันจำเป็น ไม่สามารถไปใช้สิทธิ์เลือกตั้งได้[5] จะต้องแจ้งให้คณะกรรมการการเลือกตั้งทราบภายในช่วงเวลาก่อนหรือหลังการเลือกตั้งเป็นเวลา 7 วัน หรือแจ้งภายในช่วงวันที่ 15-21 พฤษภาคม 2565 และ 23-29 พฤษภาคม 2565[6] โดยสามารถแจ้งทางอิเล็กทรอนิกส์ได้ อย่างไรก็ตาม เมื่อมีการพิจารณาแล้ว หากพบว่าไม่มีเหตุอันสมควรที่ไม่สามารถไปใช้สิทธิ์เลือกตั้งได้ ผู้ไม่ไปใช้สิทธิ์เลือกตั้งนั้น อาจเสียสิทธิ์ในรับสมัครเลือกตั้ง และถูกจำกักสิทธิ์ในการดำนงตำแหน่งข้าราชการฝ่ายการเมืองเป็นระยะเวลา 2 ปี นับจากการที่ไม่ไปใช้สิทธิ์เลือกตั้งในครั้งนั้น ซึ่งระยะเวลาจำกัดสิทธิ์นั้น จะมีระยะเวลาครั้งละ 2 ปี เช่น หากมีการเลือกตั้งครั้งต่อไป ก็จะนับเวลาการจำกัดสิทธิ์ในการเลือกตั้งครั้งล่าสุดนั้น โดยไม่นับระยะเวลาทบจากการเลือกตั้งครั้งก่อน ดังนั้น การไปใช้สิทธิ์เลือกตั้งจึงมีความสำคัญต่อบุคคล หรือประชาชนในการปกครองในระบอบประชาธิปไตยในระบบตัวแทน หากไม่ททำตามกติกาของระบบ ที่อาจไม่มีสิทธิ์ในระบบ เป็นต้น

และด้วยสถานการณ์การระบาดของโควิด-19 ในประเทศไทย ที่ยังมีการระบาดอยู่นั้น ในการเลือกตั้งท้องถิ่นที่ผ่านมาได้มีการกำหนดให้จัดคูหาให้กับผู้ที่มีอุณหภูมิร่างกายสูงไว้เป็นพิเศษ ที่ห่างจากผู้ลงคะแนนปกติ เพื่อป้องกันโอกาสในการระบาดของโควิด-19 แต่ในการเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครและสมาชิกสภากรุงเทพในครั้งนี้ ได้มีการหารือถึงการที่จะจัดหาแนวทางให้ผู้ที่ติดเชื้อโควิด ผู้ที่เสี่ยงสูง และผู้ที่อยู่ในช่วงของการกักตัวตามมาตรการของ ศบค. ได้มาใช้สิทธิ์ในการเลือกตั้ง[7] ซึ่งนับเป็นเรื่องที่ดีสำหรับการเปิดโอกาสให้ประชาชนที่ต้องการใช้สิทธิ์ในการลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง เพื่อเป็นการแสดงเจตจำนง และเป็นการเลือกตั้งผู้ที่แทนตามความต้องการของประชาชน เนื่องจากจำนวนของผู้ติดเชื้อที่มาก แต่ความรุนแรงของโรคนั้นน้อยลง จึงควรเปิดโอกาสให้ผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งที่ติดเชื้อ และเป็นกลุ่มเสี่ยงนั้นมีสิทธิ์ลงคะแนน เพราะ หากการติดเชื้อยังเฉลี่ยอยู่ที่ 3,000 คนต่อวันในเขตกรุงเทพมหานคร และมีช่วงเวลาการกักตัวของผู้ติดเชื้อคืออย่างน้อย 10 วัน[8] จะมีผู้มีสิทธิ์อย่างน้อย 30,000 คน ที่ไม่ได้ไปใช้สิทธิ์เลือกตั้ง ยังไม่นับว่าหากบางหน่วยงานให้มีการกักตัวถึง 14 วัน หรือมีผู้เสี่ยงสูงที่สัมผัสผู้ติดเชื้อยืนยัน จำนวนผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งแต่ไม่ได้ไปใช้สิทธิ์นั้นจะต้องสูงกว่า 30,000 คน อย่างแน่นอน ซึ่งแน่นอนว่าเป็นตัวเลขที่สูง และมีผลต่อผลการเลือกตั้งไม่มากก็น้อย โดยเฉพาะในจังหวะที่ต้องหายใจรดต้นคอ เช่น ในการเลือกตั้งครั้งนี้ เป็นต้น

หลักฐานที่ใช้แสดงตนในวันเลือกตั้ง ได้แก่ บัตรประชาชน (ที่หมดอายุก็สามารถใช้ได้) หรือบัตรอื่นที่ทางราชการออกให้ที่ประกอบด้วยรูปและเลขประจำตัวประชาชน เช่น ใบขับขี่หรือหนังสือเดินทาง และไปตรวจสอบรายชื่อหน้าหน่วยเลือกตั้ง โดยเวลาในการเลือกตั้งยังคงเป็น 08.00 น. – 17.00 น. ตามเดิม แม้จะมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ แต่ด้วยสถานการณ์การจราจรกับการเดินทางที่ไม่ได้ง่ายดายในกรุงเทพมหานคร การขยายเวลาการลงคะแนน อาจเปิดโอกาสให้ผู้มีสิทธิ์สามารถมาลงคะแนนได้มากขึ้น และเช่นเดียวกับการเลือกตั้งท้องถิ่นในครั้งก่อน ๆ ผู้ไปลงคะแนนเสียงเลือกตั้งจะได้รับบัตรสองใบ คือบัตรเลือกตั้งผู้บริหารท้องถิ่น ซึ่งก็คือบัตรเลือกผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และบัตรเลือกสมาชิกสภาท้องถิ่น คือบัตรเลือกสมาชิกสภากรุงเทพ โดยให้ผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งทำเครื่องหมายกากบาท (X) ลงในช่องของผู้สมัครที่ต้องการหรือช่องไม่ประสงค์ลงคะแนนให้ถูกต้อง มิฉะนั้นจะกลายเป็นบัตรเสีย จุดนี้ถือเป็นเรื่องที่ควรระวังเป็นอย่างมาก เพราะ การเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมามีบัตรเสียจำนวนมาก กรรมการผู้นับคะแนนนั้นมีความเคร่งครัดเรื่องความถูกต้องในการกากบาท ผู้ไปลงคะแนนจึงต้องพึงระวัง ไม่ให้คะแนนเสียงตกน้ำ

ช่วงอายุของผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งนั้นมีผลมากน้อยแค่ไหน ?

แน่นอนว่า เมื่อสมัยของการเลือกตั้งเปลี่ยน ช่วงอายุของผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งนั้นก็เปลี่ยนแปลงตามไปด้วย จึงมักมีสมมติฐานว่า ช่วงวัยที่แตกต่างนั้น มีผลทำให้พฤติกรรมของการเลือกตั้งของแต่ละช่วงวัยนั้น แตกต่างกันอย่างไร จากการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อเดือนมีนาคม 2562 ที่ผ่านมา มีพรรคการเมืองที่เรียกได้ว่าเป็นพรรคการเมืองของคนรุ่นใหม่ อย่างพรรคอนาคตใหม่เกิดขึ้น ซึ่งประกอบด้วยนโยบายที่โดนใจและตอบสนองความต้องการของคนรุ่นใหม่ ที่เป็นผู้มีสิทธิ์ในการเลือกตั้งเป็นครั้งแรก (first time voter) เป็นอย่างมาก ทำให้ได้คะแนนในสภามากกว่าที่โพลหลายสำนักคาดการณ์ไว้อย่างมาก เช่นเดียวกับการเลือกตั้งในครั้งนี้ ที่พรรคอนาคตใหม่เปลี่ยนผ่านมาเป็นพรรคก้าวไกลและได้ส่งผู้สมัครลงรับสมัครเลือกผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครด้วย จะมีผลมากน้อยเพียง เราจึงต้องควรไปสำรวจว่าผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งนั้น มีลักษณะทางประชากรศาสตร์อย่างไรบ้าง

ด้านกรุงเทพธุรกิจออนไลน์ เปิดข้อมูลสถิติประชากรทางการทะเบียนราษฎร จากสำนักบริหารการทะเบียน กรมการปกครองกระทรวงมหาดไทย จาก ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง อายุ 18-100 ปีขึ้นไปมีจำนวน 4,481,068 คน จากประชากรจำนวน 5,523,767 คน แบ่งเป็นดังนี้[9]

• อายุ 18-27 ปี (มีสิทธิ์เลือกตั้งเป็นครั้งแรก) จำนวน 697,348 ราย

• อายุ 28-40 ปี จำนวน 1,012,386 ราย

• อายุ 41-50 ปี จำนวน 870,437 ราย

• อายุ 51-60 ปี จำนวน 826,745 ราย

• อายุ 61-70 ปี จำนวน 613,342 ราย

• อายุ 71-80 ปี จำนวน 309,959 ราย

• อายุ 81-80 ปี จำนวน 125,438 ราย

• อายุ 91-100 ปี จำนวน 22,782 ราย

• อายุมากกว่า 100 ปี จำนวน 2,631 ราย

            ซึ่งจากข้อมูลจะเห็นได้ว่า ผู้มีสิทธิเลือกตั้งในครั้งแรกนั้น มีจำนวนมากถึง 697,348 คน ซึ่งคิดเป็นกว่าร้อยละ 15 ของผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งทั้งหมด ไม่เพียงเท่านั้น ยังมีความเห็นจากนักวิชาการที่สนใจด้านการเลือกตั้ง กล่าวว่า ทั้งกลุ่มผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งเป็นครั้งแรก รวมทั้ง Gen X และ Y ที่อายุ 18 – 53 ปี รวมกันนั้น จะมีมากถึง 3 ล้านเสียง ซึ่งหากมองว่าคนกลุ่มนี้ เป็นคนกลุ่มที่จะเลือกผู้นำเมืองที่มีวิสัยทัศน์จริง และสามารถแก้ปัญหาที่มีอยู่ของกรุงเทพฯ มายาวนาน เช่น น้ำท่วม รถติด สิ่งแวดล้อมเน่า ได้จริง ก็คงจะเป็นผู้ตัดสินชะตะของผู้ว่าราชการกรุงเทพคนใหม่ และที่สำคัญ คือการเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครที่ผ่านมานั้น ผู้ที่ชนะการเลือกตั้งนั้น ได้คะแนนไปประมาณ 1.25 ล้าน ในครั้งก่อน แต่ในครั้งนี้ มีผู้สมัครเป็นจำนวนมาก ที่มาจากหลายฝ่าย หากจะดูกันที่เป็นฝั่งฝ่ายค้านกับฝ่ายรัฐบาล ก็คงจะเห็นได้ว่าในแต่ละฝ่ายนั้นมีตัวแทนหลายคน ซึ่งแต่ละคนก็มีฐานเสียงของตัวเอง ดังนั้นในครั้งนี้คะแนนน่าจะมีการเฉลี่ยไปที่ผู้สมัครแต่ละคน ซึ่งไม่ได้เป็นตัวเต็งสองคนแข่งกัน ผู้สมัครจึงน่าจะชนะกันที่คะแนนเกินล้าน กล่าวคือหากได้คะแนนเกินกว่าหนึ่งล้านเสียง ก็น่าจะชนะการเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร[10]  

            ฉะนั้นหากพิจารณาจากช่วงวัย โดยเฉพาะช่วงวัยที่เป็นผู้มีสิทธิ์ในการเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพเป็นครั้งแรก และกลุ่ม “คนรุ่นใหม่” ที่เชื่อว่า น่าจะเป็นกลุ่มที่ใช้เหตุผลและมองจากมุมมองของนโยบายในการแก้ปัญหาของกรุงเทพมหานครแล้ว เสียงที่มีของคนกลุ่มนี้ ซึ่งเกินหนึ่งล้านเสียง ก็น่าจะตัดสินพลิกโฉมกรุงเทพได้ แต่จะเป็นดังที่คาดหรือไม่ ? ก็ดังที่ได้กล่าวไปขั้นต้นว่า การเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครที่ผ่านมา บ้างก็เล่นกับอารมณ์ความรู้สึกทางการเมือง มากกว่าเหตุผลหรือนโยบาย จึงต้องรอดูในวันลคะแนนเสียงเลือกตั้ง ว่าจะเกินการ “หักปากกาเซียน” หรือ “หักปากกาโพล” หรือไม่ เพราะแน่นอนว่า เสียงพลังเงียบที่ “ยังไม่ได้ตัดสินใจ” นั้นจะเทไปทางใด หรือยังไม่ได้ตัดสินใจ แต่ไม่ไปใช้สิทธิ์ในการลงคะแนน ก็จะทำให้ผลคะแนนเปลี่ยนแปลงได้เช่นกัน ปัจจัยที่ควบคุมไม่ได้เหล่านี้อาจเป็นปัจจัยสุดท้ายในการตัดสินผู้ชนะ ดังนั้น สิ่งที่น่าจะต้องทำเพื่อชัยชนะมากที่สุดในตอนนี้คือการงัดเอาเสียงพลังเงียบที่ยังไม่ตัดสินใจ และเชื้อเชิญให้พวกเขาออกมาใช้สิทธิ์ให้กับผู้สมัครต่าง ๆ ได้มากที่สุด

นวัตกรรมและเครื่องมือที่ช่วยส่งเสริมการมีส่วนร่วมทางการเมือง

หนึ่งในวิธีการที่จะกระตุ้นให้ประชาชนอยากมีส่วนร่วมทางการเมืองและอยากออกมาใช้สิทธิ์เลือกตั้ง คือการทำให้ประชาชนนั้นรู้ว่าว่าตนเองมีประสิทธิภาพทางการเมือง (political efficacy) ความรู้สึกมีประสิทธิภาพทางการเมืองนั้นหมายถึง ความรู้สึกที่ว่าสังคมและการเมืองนั้นสามารถเปลี่ยนแปลงเพื่อสิ่งที่ดีกว่าได้ด้วยความสามารถของปัจเจกบุคคล ประชาชนทุกคนสามารถเข้าไปมีส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงนั้น ๆ และการกระทำใดก็แล้วแต่ของปัจเจกบุคคลนั้นสามารถส่งผลกระทบหรือมีอิทธิพลต่อการเมืองและสังคมไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง[11] การทำให้ประชาชนมีความรู้สึกมีประสิทธิภาพทางการเมืองนั้นอาจมีเครื่องมือช่วยกระตุ้น เพราะแน่นอนว่าแม้ว่าประชาชนนั้นมีศักยภาพในการมีส่วนร่วมทางการเมืองได้ แต่บางครั้งก็ขาดแรงจูงใจ เครื่องมือเหล่านี้จึงมีหน้าที่ในการกระตุ้นแรงจูงใจ ให้ประชาชนรู้สึกมีประสิทธิภาพทางการเมือง และอยากจะออกไปมีส่วนร่วมและแสดงออกทางการเมืองในด้านต่าง ๆ มากขึ้น

ทางสำนักนวัตกรรมเพื่อประชาธิปไตยจึงได้ไปค้นคว้าและตกผลึก ตลอดจนแสวงหาความร่วมมือกับเครือข่ายต่าง ๆ เพื่อผลิตเป็นแพลตฟอร์ม แอพลิเคชั่น หรือ เว็ปไซต์เพื่อให้ประชาชนได้ลองใช้ และเห็นถึงความสำคัญของการมีส่วนร่วมทางการเมือง เราจึงได้รวบรวมเครื่องมือที่เป็นนวัตกรรมทางการเมืองเท่าที่มีและเป็นประโยชน์ต่อการเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครในครั้งนี้ไว้ที่นี้

  1. BKK Follow-Up แพลตฟอร์สื่อสารข้อมูลกรุงเทพมหานคร

เว็ปไซต์ข้อมูลเกี่ยวกับกรุงเทพฯ และการเลือกตั้งกรุงเทพฯ ที่ได้ข้อมูลมาจากงานวิจัย ‘การพัฒนาแพลตฟอร์มสื่อสารข้อมูลการเลือกตั้งท้องถิ่นในประเทศไทย (2563) บนเว็ปไซต์: กรณีศึกษาและการประยุกต์ใช้กับการเลือกตั้งท้องถิ่นของกรุงเทพมหานคร’ ที่เป็นการรวบรวมข้อมูลของกรุงเทพมหานครในด้านต่าง ๆ ทั้งปัญหา พันธกิจ ยุทธศาสตร์ ตลอดจนงบประมาณที่ใช้ โดยเป็นการเก็บข้อมูลเป็นฐานข้อมูลหรือ database ไว้เป็นข้อมูลสำหรับนำไปใช้ต่อ และทำให้เห็นภาพใหญ่ของการบริหารกรุงเทพมหานคร เนื่องจากข้อมูลจากส่วนราชการนั้น แม้จะเป็นข้อมูลที่สามารถเปิดเผยได้ แต่ก็ไม่สามารถแสดงผลได้อย่างเต็มที่ หรืออาจจะพบความไม่สะดวกในการเข้าถึงข้อมูล เช่น อาจได้ข้อมูลที่เป็นกระดาษเล่มหนา ไม่ได้ทำการจำแนกเป็นส่วน ๆ แต่การจัดทำแพลตฟอร์มของข้อมูลในครั้งนี้ เป็นการนำข้อมูลมาจัดเรียงและจัดวางใหม่ ให้ประชาชนสามารถเข้าถึงได้ง่าย และเห็นถึงข้อมูลเป็นรายประเด็น ซึ่งเป็นการส่งเสริมธรรมาภิบาลในการบริหาร หรือ open government อีกด้วย สามารถเข้าเยี่ยมชมได้ที่ https://bkkfollowup.wevis.info/

2 . PolitiMate

PolitiMate (โพลิติเมต) คือ Voting Advice Application หรือแอปพลิเคชั่นที่จะมาทำหน้าที่เป็นตัวช่วยในการตัดสินใจลงคะแนนเสียงเลือกตั้งของคุณในการเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร โดยเป็นการให้ผู้เล่นได้เลือกจัดลำดับความสำคัญของนโยบายหรือประเด็นที่แสดงขึ้นมา 2 ประเด็น ว่าเห็นว่าประเด็นใดสำคัญกว่ากัน โดยทางเราได้ทำการดึงมาจากนโยบายที่ผู้สมัครต่าง ๆ นั้นเสนอมาในการหาเสียงเลือกตั้ง และสอดคล้องกับยุทธศาสตร์กรุงเทพ 20 ปี จัดทำมาเป็น 10 ประเด็น และให้ผู้สมัครต่าง ๆ ได้เล่น เพื่อเก็บข้อมูลของผู้สมัครนั้น ๆ และจึงเปิดให้สาธารณชนเล่นเพื่อลองดูว่า หากให้ความสำคัญกับนโยบายแบบนี้ จะจับคู่ได้กับผู้สมัครคนไหน กี่เปอร์เซ็นต์ ลองเล่นได้ที่ https://politimate.vote62.com/

  • กระบวนการนับเร็วแบบคู่ขนาน (Parallel Voting Turbulation: PVT)

เว็ปไชต์เพื่อการตรวจสอบและติดตามการเลือกตั้งให้สุจริต ยุตธรรม และมีความโปร่งใส โดยประชาชนคนธรรมดาทั่วไป ซึ่งเปิดให้ใช้งานอย่างไม่จำกัด เพียงแค่เดินทางไปยังหน่วยเลือกตั้งยามนับคะแนนเสียงและทำการถ่ายภาพใบประกาศคะแนนผลหลังเสร็จสิ้นการนับคะแนนแล้วนำมาอัพโหลดลงในเว็ปไชต์ https://vote62.com

  • Hack Nakhon

แฮ็ก นคร คือโปรเจกใหม่ที่เกิดจากการรวมตัวกันของกลุ่มคนที่เห็นถึงความสำคัญของปัญหาต่าง ๆ ในเมืองนี้ ประกอบไปด้วย สสส. (สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ) : ThaiHealth, สำนักนวัตกรรมเพื่อประชาธิปไตย สถาบันพระปกเกล้า และ FNF Thailand พวกเราอยากกระตุ้นการมีส่วนร่วมของทุกคนในการสร้างเมืองให้น่าอยู่ เป็นแพลตฟอร์มในการเก็บข้อมูลปัญหาต่างๆ ในกรุงเทพ ที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวัน เพื่อให้ทุกคนสามารถเข้ามารายงานปัญหาที่เจอ แล้วรวมเอาไว้ในรูปแบบ Big Data ที่ใคร ๆ ก็เข้ามาดูได้ว่าเกิดปัญหาอะไร ที่ไหนบ้าง?

– เพื่อให้ข้อมูลเหล่านี้ไม่หายไปและถูกหยิบมาใช้ประโยชน์ ซึ่งมันจะเป็นประโยชน์กับทั้ง…

– ภาครัฐ ที่มีหน้าที่เข้ามาช่วยแก้ไขปัญหา

– ภาคเอกชนที่ต้องการทำโครงการ CSR ก็สามารถนำข้อมูลไปพัฒนาต่อได้

– สื่อมวลชน สามารถกระตุ้นประเด็นที่ถูกร้องเรียนเข้ามามาก เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลง

– ภาคประชาชนอย่างเราๆ ก็สามารถร่วมกันสร้างสรรค์โครงการเจ๋งๆ บางอย่างเพื่อแก้ไขเมืองไปพร้อมกันได้

แฮ้คนครจึงไม่ได้เป็นเพียงศูนย์ร้องเรียนผู้ประสบภัยการใช้ชีวิตช้ำ ๆ ในเมืองกรุง แต่เราได้นำแนวคิด ‘Gamification’ มาใช้ พูดอย่างง่ายคือการทำให้มันมีความเป็นเกมมากขึ้น เพื่อให้ทุกคนสนุกกับมันได้ทุกวัน ได้เก็บเลเวล ได้สร้างเมืองในโลกเสมือนและสร้างเมืองที่ดีกว่าในโลกความจริงไปพร้อมกับเรา และเมื่อคุณสะสมปัญหาที่เจอจนครบ 20 ครั้ง จะปลดล็อกเควสเพื่อเข้าสู่โลกเสมือนได้ เมื่อเข้าไปในเมืองได้ คุณจะพบกับฟีเจอร์ต่างๆ ที่น่าสนใจคร่าวๆ ประมาณนี้

ศาลากลาง : ใช้ดูข้อมูลเมือง รายละเอียดต่างๆ ทั่วไปของสถานที่ ๆ เราอยู่ในโลกจริง

ลานคนเมือง : พื้นที่แลกเปลี่ยนพูดคุย เหมือนสถานที่นัดพบ เพื่อช่วยกันแก้ไขอะไรบางอย่างผ่านการสร้างโปรเจกร่วมกัน

อนุสรณ์แรงบันดาลใจ : พื้นที่แนะแนวกลุ่มคนที่เคยทำโปรเจกบางอย่างที่สำเร็จแล้วในเขตเมืองนั้น ๆ ว่าเขาทำอะไรมาบ้าง ติดต่อใครบ้าง แล้ววิธีการเป็นอย่างไรบ้าง

ไม่เพียงแต่ผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งเท่านั้น แต่ผู้ที่ไม่มีสิทธิ์เลือกตั้งที่ใช้ชีวิตอยู่ในกรุงเทพมหานคร พบปัญหาในกรุงเทพมหานคร ก็สามารถใช้แฮ็กนคร เพื่อรายงานถึงปัญหา และมารวมตัวกันในพื้นที่เมืองเสมือน (virtual city) ในการร่วมระดมความคิดเห็น แก้ปัญหา และสร้างสรรค์เมืองที่วาดฝันไปด้วยกัน

สรุป

โดยสรุปการเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงทำมหานครในครั้งนี้ ถ้าจะมองให้ต่าง ก็คงจะแตกต่างจากการเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงทพครั้งก่อน ๆ เนื่องจาก มีผู้สมัครที่แม้เป็นอิสระ แต่ก็เป็นตัวแทนของกลุ่มการเมืองอย่างไม่เป็นทางการ และจากตัวแทนจากฟากฝั่งของฝ่ายการเมืองเดียวกัน ก็ไม่ได้มีเพียงแค่คนเดียวหรือสองคน แต่หากจะมองให้เหมือน ก็คงเหมือนในแง่ของการเมืองท้องถิ่น ที่การแข่งขันอาจเป็นการแข็งขันพรรคพวกเดียวกันเอง ซึ่งก็เกิดขึ้นมาก่อนในการเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ซึ่งหลายครั้งได้รับการวิพากษ์วิจารณ์ว่าตัดคะแนนกันเอง อย่างไรก็ตามการเมืองก็ยังคงความเป็นการเมือง ยังคงมีการใช้วาทะทางการเมือง การโน้มน้าวประชาชนด้วยอารมณ์ความรู้สึกอยู่เสมอ สิ่งหนึ่งที่เราทำได้จึงเป็นการพยายามทำให้ประชาชนนั้นตระหนักถึงสิทธิ และผลกระทบที่ตนจะได้รับจากการเมือง โดยเฉพาะการเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครในครั้งนี้ โดยเราจึงได้รวบรวมเครื่องมือทางการเมืองที่มี เพื่อเป็นการส่งเสริมความมั่นใจ และความรู้สึกมีประสิทธิภาพทางการเมือง เพื่อทำให้ผู้มีสิทธิ์เลือกตั้ง และผู้ที่ไม่มีสิทธิ์นั้น สามารถมีส่วนร่วมทางการเมืองได้มากขึ้นได้อย่างไร และหวังเป็นอย่างยิ่งว่า เครื่องมือหรือนวัตกรรมที่ได้นำเสนอไปนั้น จะช่วงส่งเสริมในเรื่องดังกล่าวได้ไม่มากก็น้อย  

ภาคผนวก

รายนามผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ในวันที่ 22 พฤษภาคม 2556

หมายเลข 1 นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร (สังกัด พรรคก้าวไกล)

หมายเลข 2 พันโทหญิงฐิฏา รังสิตพล มานิตกุล (ผู้สมัครอิสระ)

หมายเลข 3 นายสกลธี ภัททิยกุล (ผู้สมัครอิสระ)

หมายเลข 4 ศ.ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ (สังกัด พรรคประชาธิปัตย์)

หมายเลข 5 นายวีรชัย เหล่าเรืองวัฒนา (ผู้สมัครอิสระ)

หมายเลข 6 พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง (ผู้สมัครอิสระ)

หมายเลข 7 นางสาวรสนา โตสิตระกูล (ผู้สมัครอิสระ)

หมายเลข 8 นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ (ผู้สมัครอิสระ)

หมายเลข 9 นางสาววัชรี วรรณศรี (ผู้สมัครอิสระ)

หมายเลข 10 ดร.ศุภชัย ตินติคมน์ (ผู้สมัครอิสระ)

หมายเลข 11 น.ต.ศิธา ทิวารี (สังกัด ไทยสร้างไทย)

หมายเลข 12 ดร.ประยูร ครองยศ (ผู้สมัครอิสระ)

หมายเลข 13 นายพิศาล กิตติเยาวมาลย์ (ผู้สมัครอิสระ)

หมายเลข 14 นายธเนตร วงษา (ผู้สมัครอิสระ)

หมายเลข 15 พล.อ.ต.ทูตปรีชา เลิศสันทัดวาที (ผู้สมัครอิสระ)

หมายเลข 16 นางสาวศศิกานต์ วัฒนะจันทร์ (ผู้สมัครอิสระ)

หมายเลข 17 นายอุเทน ชาติภิญโญ (ผู้สมัครอิสระ)

หมายเลข 18 นางสาวสุมนา พันธุ์ไพโรจน์ (ผู้สมัครอิสระ)

หมายเลข 19 นายไกรเดช บุนนาค (ผู้สมัครอิสระ) (ขาดคุณสมบัติ)

หมายเลข 20 นางอมรพรรณ อุ่นสุวรรณ (ผู้สมัครอิสระ)

หมายเลข 21 นายนิพัทธ์พนธ์ สุวรรณชนะ (ผู้สมัครอิสระ)

หมายเลข 22 นายวรัญชัย โชคชนะ (ผู้สมัครอิสระ)

หมายเลข 23 นายเฉลิมพล อุตรัตน์ (ผู้สมัครอิสระ)

หมายเลข 24 นายโฆสิต สุวินิจจิต (ผู้สมัครอิสระ)

หมายเลข 25 นายประพัฒน์ บรรจงศิริเจริญ (ผู้สมัครอิสระ)

หมายเลข 26 พล.ต.ท.มณฑล เงินวัฒนะ (ผู้สมัครอิสระ)

หมายเลข 27 ดร.ภูมิพัฒน์ อัศวภูภินทร์ (ผู้สมัครอิสระ)

หมายเลข 28 นายสราวุธ เบญจกุล (ผู้สมัครอิสระ)

หมายเลข 29 นายกฤตชัย พยอมแย้ม (สังกัด พรรคประชากรไทย)

หมายเลข 30 นายพงศา ชูแนม (สังกัด พรรคกรีน)

หมายเลข 31 นายวิทยา จังกอบพัฒนา (ผู้สมัครอิสระ)


[1] https://www.prachachat.net/politics/news-908054

[2] https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%80%E0%B8%A5%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%81%E0%B8%95%E0%B8%B1%E0%B9%89%E0%B8%87%E0%B8%9C%E0%B8%B9%E0%B9%89%E0%B8%A7%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%8A%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%B8%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%97%E0%B8%9E%E0%B8%A1%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%84%E0%B8%A3#%E0%B8%9E.%E0%B8%A8._2556

[3] https://www.komchadluek.net/scoop/265674

[4] https://www.thansettakij.com/general-news/521841

[5] https://www.itax.in.th/media/%E0%B8%9C%E0%B8%B9%E0%B9%89%E0%B8%A1%E0%B8%B5%E0%B8%AA%E0%B8%B4%E0%B8%97%E0%B8%98%E0%B8%B4%E0%B9%80%E0%B8%A5%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%81%E0%B8%95%E0%B8%B1%E0%B9%89%E0%B8%87-2565/

[6] https://www.thairath.co.th/news/politic/2371640

[7] https://www.posttoday.com/politic/bangkok-election-2022/681823

[8] https://www.dmh.go.th/news-dmh/view.asp?id=31721

[9] https://www.bangkokbiznews.com/politics/1001230

[10] https://www.thairath.co.th/news/politic/2359500

[11] Campbell A., Gurin G., & Miller W.E. (1954). The Voter Decides. Evanston, IL: Row, Peterson and Company.

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: