Articles

มองการปฏิวัติ รัฐประหาร ผ่านทฤษฎี ฮันส์ เคลเซ่น (Hans Kelsen)

ไทโยโทนโต๊ะ

รัฐประหาร 20 ตุลาคม 2520 ทหารระดับสูงต่อว่า “ไอ้ทหารไม่มีวินัย” คณะทหารยังเติร์กตอบกลับ “วันนี้วันปฏิวัติไม่มีวินัยหรอก อำนาจปฏิวัติคือ อำนาจสูงสุด (ศิริกานดา ศรีชลัมภ์ , 2547, 196)

ในบทความครั้งนี้จะนำผู้อ่านไปทำความรู้จักกับหลักแห่งความมีประสิทธิภาพ (The Principle of effectiveness) และการเปลี่ยนผ่านบรรทัดฐานขั้นมูลฐาน (Change of the Basic Norm) ของฮันส์ เคลเซ่น (Hans Kelsen) เพื่อสืบหาความเชื่อมโยงการให้เหตุผลความชอบธรรมต่อการทำรัฐประหาร เนื่องมาจากประเทศไทยถือได้ว่าเป็นประเทศที่มีอัตราการทำรัฐประหารมากที่สุดประเทศหนึ่งของโลก โดยมีการทำรัฐประหารทั้งสิ้น 13 ครั้งแต่ทุกครั้งหลังคณะรัฐประหารก่อการเป็นอันสำเร็จมักล้มเลิกรัฐธรรมนูญฉบับเก่าและร่างรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวขึ้นมาเพื่อรองรับความชอบธรรมต่อการรัฐประหาร จากลักษณะการกระทำดังกล่าวไม่วายที่สังคมจะเข้าใจว่าหากคณะรัฐประหารทำรัฐประหารสำเร็จจะมีสถานะเทียบเท่ากับรัฏฐาธิปัตย์ (Sovereignty) หรือผู้มีอำนาจสูงสุดแห่งรัฐ ผนวกกับการที่ตุลาการมีแนวทางการวินิจฉัยต่อความชอบธรรมของคณะรัฐประหารไปในทิศทางเดียวกับทฤษฎีคำสั่งของจอห์น ออสติน (John Austin) ที่เชื่อว่ากฎหมาย คือ กฎเกณฑ์ที่ตราโดยผู้มีอำนาจสูงสุดทางการเมืองหรือกล่าวอีกนัยหนึ่งกฎหมายมีสถานะเป็นคำสั่งของรัฏฐาธิปัตย์ (วรเจตน์ ภาคีรัตน์, 2561, 383-384) อาทิ คำพิพากษาฎีกาที่ 1662/2505 ปรากฏความตอนหนึ่งว่า “คณะปฏิวัติได้ทำการยึดอำนาจปกครองประเทศได้เป็นผลสำเร็จ หัวหน้าคณะปฏิวัติย่อมเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบ้านเมือง” (มานิสสรณ์, 2013, 41) ด้วยปัจจัยข้างต้นแนวความคิดสถานะของคณะรัฐประหารเสมอเหมือนกับรัฏฐาธิปัตย์จึงมีอิทธิพลอย่างสูงเสมือนแนวความคิดหลักที่ภาคสังคมจนไปถึงแวดวงวิชาการใช้สร้างคำอธิบายความชอบธรรมของการทำรัฐประหาร

อย่างไรก็ตามทางผู้เขียนมีความเห็นว่าแนวความคิดกระแสหลักดังกล่าวแม้จะอธิบายความชอบธรรมของการก่อรัฐประหารไม่ผิดแต่ไม่ครอบคลุม เนื่องจากหากยึดถือว่าคณะรัฐประหาร คือ รัฏฐาธิปัตย์ เหตุใดคณะรัฐประหารถึงยังร่างรัฐธรรมนูญบางมาตราอันมีผลนิรโทษกรรมความผิด ทั้ง ๆ ที่ในเมื่อคณะรัฐประหารเป็นรัฏฐาธิปัตย์ย่อมมีอำนาจเด็ดขาดไม่มีอำนาจใดจะทัดทานได้ หรือแท้จริงแล้วอำนาจสูงสุดของคณะรัฐประหารเสมือนรัฏฐาธิปัตย์เป็นเพียงสถานะชั่วครั้งชั่วคราวเท่านั้นที่มีความเป็นไปได้ว่าจะเสื่อมคลายลงตามการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง ซ้ำร้ายหากไม่มีการนิรโทษกรรมความผิดฐานการทำรัฐประหารอาจถูกรัฐบาลพลเรือนที่มาจากการเลือกตั้งนำกลับมาพิจารณาความผิดอีกครั้งและคณะรัฐประหารอาจต้องรับโทษตามกฎหมายในภายภาคหน้า ซึ่งสถานการณ์ดังกล่าวไม่เป็นที่พึงปรารถนาต่อคณะรัฐประหาร ดังนั้นคณะรัฐประหารจำเป็นต้องอาศัยการร่างรัฐธรรมนูญที่กำหนดให้การรัฐประหารชอบด้วยกฎหมายและชอบด้วยรัฐธรรมนูญ แต่เพียงการร่างรัฐธรรมนูญของคณะรัฐประหารไม่เพียงพอต่อความอยู่รอดและความชอบธรรมของคณะรัฐประหาร สิ่งที่จะส่งผลให้รัฐธรรมนูญมีผลบังคับใช้อย่างเป็นรูปธรรมต้องอาศัยความร่วมมือจากสถาบันตุลาการทั้งหลายยอมรับในหลักการความชอบด้วยกฎหมายและชอบด้วยรัฐธรรมนูญของการทำรัฐประหารไปปรับใช้ผ่านคำพิพากษาหรือคำวินิจฉัยของตุลาการ มิฉะนั้นบทบัญญัติตามรัฐธรรมนูญของคณะรัฐประหารอาจเป็นเพียงเสือกระดาษ เมื่อพิจารณาถึงการยอมรับความชอบธรรมของการรัฐประหารและถูกนำไปปรับใช้โดยตุลาการนั้นทางผู้เขียนมีความเห็นว่าสอดรับกับหลักการเปลี่ยนผ่านบรรทัดฐานขั้นมูลฐาน (Change of the Basic Norm) และหลักแห่งความมีประสิทธิภาพ (The Principle of effectiveness) ของฮันส์ เคลเซ่น มากกว่าชุดคำอธิบายสถานะของคณะรัฐประหารเสมอเหมือนกับรัฏฐาธิปัตย์ที่มีความย้อนแย้งดั่งที่กล่าวไปข้างต้น

คำอธิบายว่าด้วยบรรทัดฐานขั้นมูลฐาน (Basic Norm)

              ฮันส์ เคลเซ่น อธิบายไว้ว่าความสมบูรณ์ของกฎเกณฑ์ใดกฎเกณฑ์หนึ่งไม่ได้ขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริง เนื่องจากหากสืบย้อนสิ่งที่เป็นอยู่แรกเริ่มเดิมทีของบรรพบุรุษจะเป็นการสืบย้อนอันไร้ที่สิ้นสุด (Regressus ad infinitum) แต่ความสมบูรณ์ของกฎเกณฑ์ขึ้นอยู่กับความสมบูรณ์ของกฎเกณฑ์ที่สูงกว่า (Higher Norm) และจะสืบสาวหาความสมบูรณ์ของกฎเกณฑ์ไปจนถึงขั้นที่ไม่สามารถหาความสมบูรณ์ของกฎเกณฑ์ใดสูงไปกว่านี้ได้อีกแล้ว เรียกความสมบูรณ์ของกฎเกณฑ์นั้นว่า บรรทัดฐานขั้นมูลฐาน (Kelsen, 2005, 110-115) เพื่อให้เห็นภาพมากยิ่งขึ้นใคร่ครวญที่จะยกตัวอย่างกรณีลูกถามพ่อว่าทำไมต้องห้ามโกหก

กรณี : ลูกถามพ่อทำไมต้องห้ามโกหก

              เด็กชายคนหนึ่งเกิดความสงสัยว่าทำไมพ่อของเขาถึงสอนว่าห้ามโกหก ด้วยความสงสัยเด็กชายจึงตัดสินใจถามพ่อว่าทำไมห้ามโกหก ซึ่งพ่ออาจให้คำตอบว่า “เพราะพ่อไม่ให้โกหกไงลูกรัก”  แต่เด็กน้อยสงสัยต่อจึงถามพ่อต่อว่า “ทำไมผมถึงต้องเชื่อฟังพ่อ” พ่อตอบกลับ “เพราะพระผู้เป็นเจ้าประทานบัญญัติ 10 ประการให้พ่อต้องเชื่อฟัง” แต่เด็กน้อยยังไม่สิ้นความสงสัยจึงถามพ่อว่า “ทำไมเราต้องเชื่อฟังพระผู้เป็นเจ้า” แน่นอนว่าคำตอบเดียวที่จะได้รับจากพ่อ คือ “เพราะเป็นสิ่งสูงสุดที่หาอะไรสูงเทียบเท่าอีกแล้วไงลูก” (Kelsen, 2005, 115)

จากกรณีลูกถามพ่อว่าทำไมห้ามโกหก เห็นได้ชัดแจ้งว่าความสมบูรณ์กฎเกณฑ์ห้ามโกหกขึ้นอยู่กับความสมบูรณ์ของกฎเกณฑ์ที่สูงกว่าอย่างบัญญัติ 10 ประการของพระผู้เป็นเจ้าที่ไม่สามารถสืบหาความสมบูรณ์ของกฎเกณฑ์ใดสูงไปกว่านี้อีกแล้วด้วยเหตุนี้กล่าวได้ว่าบัญญัติ 10 ประการถือเป็นบรรทัดฐานขั้นมูลฐาน (Basic Norm) นอกจากนี้หลักบรรทัดฐานขั้นมูลฐานยังสามารถนำมาอธิบายความสมบูรณ์ของกฎหมายลำดับรองที่ขึ้นอยู่กับความสมบูรณ์ของกฎเกณฑ์ที่สูงกว่าอย่างรัฐธรรมนูญซึ่งไปตามลำดับศักดิ์ทางกฎหมาย (Hierarchy of Laws) ดั่งปรากฏในแผนภาพที่ 1

แผนภาพที่ 1 ลำดับศักดิ์ทางกฎหมาย จากอภิวัฒน์ สุดสาว. (2564). ลำดับศักดิ์ทางกฎหมายระหว่าง “พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ” กับ “พระราชบัญญัติ” ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักร. จุลนิติ, 18(1), 97-98.

หากสังเกตจากแผนภาพที่ 1 สามารถตั้งข้อสังเกตได้ว่ารัฐธรรมมีสถานะเป็นกฎเกณฑ์ที่สูงกว่า บรรดากฎหมายลำดับรองอื่น ๆ แต่คำถามสำคัญ คือ ความสมบูรณ์ของรัฐธรรมนูญนั้นขึ้นอยู่กับความสมบูรณ์ของกฎเกณฑ์ใดเล่าที่มีความสูงส่งกว่ารัฐธรรมนูญ ถึง ณ จุดนี้การจะสืบสาวหาความสมบูรณ์ของกฎเกณฑ์ที่สูงส่งกว่ารัฐธรรมนูญ ไม่ว่าจะเป็นรัฐธรรมนูญฉบับก่อนหน้าหรืออะไรก็ตาม รั้งแต่จะนำไปสู่การสืบสาวหาอย่างไม่รู้จักจบจักสิ้น ดังนั้นบรรทัดฐานขั้นมูลฐาน เป็นกฎเกณฑ์ที่ถูกสมมติ (Presupposed Norm) เพื่อรองรับความสมบูรณ์กฎหมายทั้งระบบ ฉะนั้นแล้วความสมบูรณ์ของกฎหมายไม่ได้ขึ้นอยู่กับเนื้อหาตัวบทกฎหมาย แต่กฎหมายจะมีความสมบูรณ์ก็ต่อเมื่อถูกร่างขึ้นตามวิธีการเฉพาะที่ถูกกำหนดตามบรรทัดฐานขั้นมูลฐานหรือกล่าวได้ว่าบรรทัดฐานขั้นมูลฐานเจะมีเนื้อหาอย่างไรก็ได้ขึ้นอยู่กับบริบทสังคมและการเมืองช่วงเวลานั้น เปรียบเสมือนตรายางรับรองความสมบูรณ์ของกฎหมาย  อย่างไรก็ตามการจะกำหนดบรรทัดฐานขั้นมูลฐานไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะสิ่งที่ขาดไม่ได้สำหรับการกำหนดบรรทัดฐานขั้นมูลฐาน คือ หลักแห่งความมีประสิทธิภาพ (The Principle of effectiveness) หากอุปไมยบรรทัดฐานขั้นมูลฐานเป็นบ้าน หลักแห่งความมีประสิทธิภาพเป็นเสาบ้านนั้นเอง

หลักแห่งความมีประสิทธิภาพ (The Principle of effectiveness)

              หลักแห่งความมีประสิทธิภาพ (The Principle of effectiveness) ถือเป็นสิ่งสำคัญขาดไม่ได้ (Condition sine qua non) สำหรับการกำหนดบรรทัดฐานขั้นมูลฐานให้มีผลรับรองความสมบูรณ์ของกฎหมายในระบบ เมื่อใดก็ตามที่สูญเสียหลักแห่งความมีประสิทธิภาพเมื่อนั้นก็จะสูญเสียบรรทัดฐานขั้นมูลฐานที่คอยกำกับความสมบูรณ์ของกฎหมายทั้งปวง ทั้งนี้กล่าวให้เห็นหลักแห่งความมีประสิทธิภาพอย่างเป็นรูปธรรม คือ การที่ผู้คนส่วนใหญ่ในสังคมยอมปฏิบัติตามกฎหมายที่ถูกกำหนดจากบรรทัดฐานขั้นมูลฐาน รวมถึงกฎหมายอันมีแหล่งที่มาจากบรรทัดฐานขั้นมูลฐานเหล่านี้ต้องมีกลไกควบคุมพฤติกรรมของผู้คนในสังคมที่มาพร้อมกับบทลงโทษโดยมีบทลงโทษคอยกำกับไว้ (Kelsen, 2005, 118-123) กอปรกับอีกองค์ประกอบที่ขาดไม่ได้ของหลักแห่งความแห่งความมีประสิทธิภาพ คือ ขั้นตอนการร่างกฎหมายที่กำหนดตามบรรทัดฐานขั้นมูลฐานถูกปฏิบัติอย่างสม่ำเสมอ แม้ว่าเวลาจะผ่านไปเนิ่นนานก็ตาม แต่ตราบใดที่บรรทัดฐานขั้นมูลฐานเดิมยังคงดำรงอยู่การร่างกฎหมายต้องเป็นไปตามขั้นตอนที่บรรทัดฐานขั้นมูลฐานได้กำหนดไว้ หากขั้นตอนการร่างกฎหมายตามที่บรรทัดฐานขั้นมูลฐานกำหนดไว้ไม่ถูกปฏิบัติจากผลพวงกาลเวลาก็ดี หรือมีการยอมรับขั้นตอนการร่างกฎหมายอื่นนอกเหนือไปจากที่บรรทัดฐานขั้นมูลฐานได้กำหนดไว้ เป็นอันว่าหลักแห่งความมีประสิทธิภาพของบรรทัดฐานขั้นมูลฐานเดิมเสื่อมความชอบธรรมและท้ายที่สุดไม่พ้นการยกเลิกบรรทัดฐานมูลฐานเดิม

หลักการเปลี่ยนผ่านบรรทัดฐานขั้นมูลฐาน (Change of the Basic Norm)

              การปฏิวัติหรือรัฐประหารตามมุมมองของฮันส์ เคลเซ่น ถือว่าเป็นการกระทำเพื่อการยกเลิกบรรทัดฐานขั้นมูลฐานเดิมที่ดำรงอยู่และเมื่อก่อการสำเร็จเหล่าคณะปฏิวัติหรือรัฐประหารมักแทนที่ด้วยบรรทัดฐานขั้นมูลฐานใหม่อันเป็นการกำหนดวิธีการร่างกฎหมายกับรัฐธรรมนูญฉบับใหม่พร้อมกับความเป็นโมฆะของรัฐธรรมนูญฉบับก่อนหน้าเพราะความสมบูรณ์ของรัฐธรรมนูญฉบับก่อนหน้าขึ้นอยู่กับความสมบูรณ์ของบรรทัดฐานขั้นมูลฐานเดิม แต่เมื่อบรรทัดฐานขั้นมูลเดิมถูกยกเลิกความสมบูรณ์ของรัฐธรรมนูญฉบับก่อนหน้าก็ย่อมหายไปโดยปริยาย (Kelsen, 2005, 119-120)

มุมมองต่อการปฏิวัติและการรัฐประหารผ่านความสัมพันธ์ระหว่างหลักการเปลี่ยนผ่านบรรทัดฐานขั้นมูลฐาน (Change of the Basic Norm) และ หลักแห่งความมีประสิทธิภาพ (The Principle of effectiveness)

              อย่างที่ได้กล่าวไว้ในส่วนหลักการเปลี่ยนผ่านบรรทัดฐานขั้นมูลฐาน ว่าการก่อการรัฐประหารหรือปฏิวัติล้วนเป็นการกระทำการเพื่อเปลี่ยนแปลงบรรทัดฐานขั้นมูลฐานทั้งสิ้น แต่พึงสังเกตว่าการทำรัฐประหารเองหรือการปฏิวัติย่อมไม่สามารถเปลี่ยนแปลงบรรทัดฐานขั้นมูลฐานเดิมได้อย่างสมบูรณ์เมื่อปราศจากหลักแห่งประสิทธิภาพของบรรทัดฐานขั้นมูลฐานใหม่ตามที่ผู้ก่อการปรารถนา อีกทั้งสถานการณ์ดังกล่าวหมายความได้ว่าบรรทัดฐานขั้นมูลฐานเดิมสะดุดหยุดลงชั่วคราวแต่ยังคงมีผลบังคับใช้ ซึ่งสภาพการณ์พร้อมจะพลิกผันได้ตลอดเวลาที่จะเปลี่ยนเหล่าผู้ก่อการให้เป็นกบฏ ด้วยเหตุผลนี้เหล่าผู้ก่อการจำเป็นต้องสร้างหลักแห่งความมีประสิทธิภาพแก่บรรทัดฐานขั้นมูลฐานใหม่อย่างรวดเร็วที่สุดเพื่อประกันความอยู่รอด และสร้างความชอบธรรมของบรรดาผู้ก่อการ ในทีนี้จึงหมายถึงการสร้างการยอมปฏิบัติตามบรรทัดฐานขั้นมูลฐานใหม่จากผู้คนส่วนใหญ่ของสังคม ไม่จำเป็นที่ประชาชนทุกคนจะต้องยอมปฏิบัติตามขอเพียงการยอมปฏิบัติตามโดยทั่วไปก็เพียงพอ (Kelsen, 2005, 117-118) อย่างไรก็ตามขั้นตอนข้างต้นจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากประมุขแห่งรัฐหรือสถาบันตุลาการรับรองเพื่อเป็นในทิศทางโนมน้าวให้ผู้คนส่วนใหญ่ในสังคมยอมปฏิบัติตามบรรทัดฐานขั้นมูลฐานใหม่อันรากฐานความีประสิทธิภาพของบรรทัดฐานขั้นมูลฐานใหม่ให้สถิตสถาพร ด้วยเหตุนี้มุมมองต่อการปฏิวัติหรือรัฐประหารของฮันส์ เคลเซ่น ย่อมครอบคลุม และแสดงให้เห็นถึงกระบวนกว่าจะสร้างความชอบธรรมต่อการปฏิวัติหรือรัฐประหาร มากกว่าคำอธิบายที่อธิบายว่าผู้ก่อการชอบธรรมเพียงเพราะ ดำรงสถานะรัฏฐาธิปัตย์อันเป็นเพียงมุ่งเน้นผลลัพธ์ปลายทางมากกว่ากระบวนการโดยรวม ซึ่งจะขอขยายความผ่านกรณีคำพิพากษาฎีกาที่ 1153 – 1154/2495

แผนภาพที่ 2 จัดทำโดยผู้เขียน. มุมมองต่อการปฏิวัติและการรัฐประหารผ่านความสัมพันธ์ระหว่างหลักการเปลี่ยนผ่านบรรทัดฐานขั้นมูลฐาน (Change of the Basic Norm) และ หลักแห่งความมีประสิทธิภาพ (The Principle of effectiveness).

กรณีคำพิพากษาฎีกาที่ 1153 – 1154/2495

              “การล้มล้างรัฐบาลเก่า ตั้งเป็นรัฐบาลขึ้นใหม่โดยใช้กำลังนั้น ในตอนต้น อาจไม่ชอบด้วยกฎหมายจนกว่าประชาชนจะได้ยอมรับนับถือแล้ว เมื่อเป็นรัฐบาลที่ถูกต้องตามความเป็นจริง คือหมายความว่าประชาชนได้ยอมรับนับถือแล้ว ผู้ก่อการกบฏล้มล้างรัฐบาลดังกล่าว ก็ต้องเป็นความผิดตามกฎหมายลักษณะอาญา มาตรา 102…กฎหมายลักษณะอาญา ไม่มีบทวิเคราะห์ศัพท์คำว่ารัฐบาลไว้ จึงต้องเข้าใจตาม หลักกฎหมายทั่วไป กล่าวคือ บุคคลหรือคณะบุคคลที่ใช้อำนาจบริหารประเทศชาติสามารถรักษาความสงบของบ้านเมืองไว้โดยปราศจากการขัดแย้งอำนาจเป็นรัฐบาลที่ถูกต้องตามความเป็นจริงได้ชื่อว่าเป็นรัฐบาลโดยชอบด้วยกฎหมายลักษณะอาญา” อ้างใน? (ปรีชาศิลปกุล, 1996, 98-99)

การทำความเข้าใจคำพิพากษาข้างต้นจำเป็นต้องเข้าใจบริบททางการเมืองที่เกี่ยวข้องกับการรัฐประหารเมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน 2490 อย่างสังเขป เมื่อย้อนกลับไปยังช่วงก่อนการรัฐประหารพบว่ารัฐบาลภายใต้การนำของพลเรือตรี ถวัลย์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ เป็นที่เข้าใจว่าฝ่ายสนับสนุนปรีดี พนมยงค์ รัฐบาลของถวัลย์ได้ตัดสินใจแต่งตั้งพลตำรวจเอก อดุล อดุลเดชจรัส ดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการทหารบก อันเป็นฉนวนเหตุสร้างความไม่พอใจแก่เหล่าทหารบก จนนำไปสู่การทำรัฐประหารที่นำโดยพลโท ผิน ชุณห     วัณ แม้ว่าการทำรัฐประหารครั้งนี้จะประสบความสำเร็จแต่พบว่าไม่มีบารมีพอจะปกครองประเทศเพราะการรัฐประหารครั้งนี้ถือเป็นการรัฐประหารที่ปราศจากการสนับสนุนของผู้บัญชาการทหารบก ด้วยเหตุนี้จึงจำเป็นต้องดึงจอมพล ป. พิบูลสงครามเข้าร่วมการคณะรัฐประหาร ภายหลังการรัฐประหารได้มีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยฉบับชั่วคราว พ.ศ.2490 หรือรู้จักในชื่อรัฐธรรมนูญใต้ตุ่ม ซึ่งตามมาตรา 98 ของรัฐธรรมนูญฉบับนี้กำหนดให้มีการดำเนินการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรภายในกำหนดเก้าสิบวันเป็นเหตุให้พรรคประชาธิปัตย์ชนะการเลือกตั้งและควง อภัยวงศ์ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี แต่แล้วเมื่อวันที่ 6  เมษายน 2491 คณะรัฐประหารยื่นคำขาดให้ควง อภัยวงศ์ลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีภายในเวลา 24 ชั่วโมง ส่งผลให้ควง อภัยวงศ์ลาออกและจอมพล ป. พิบูลสงคราม ก้าวขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี (ภูริ ฟูวงศ์เจริญ, 2563, 189)

การปรากฏของกบฏเสนาธิการ จุดกำเนิดคำพิพากษาฎีกาที่ 1153 – 1154/2495

              ทหารตำรวจกลุ่มหนึ่งประกอบด้วย พลตำรวจตรี สมบูรณ์ ศรานุชิต และ พลตรี เนตร เขมะโยธิน เป็นหัวหน้าคณะทหารกลุ่มหนึ่งวางแผนที่จะเข้ายึดอำนาจจอมพล ป. พิบูลสงคราม ด้วยเหตุผลต้องการพัฒนากองทัพบกให้พ้นจากความเสื่อมทรามและกีดกันทหารพ้นจากการเมือง ท้ายที่สุดวันที่ 1 ตุลาคม 2491 แผนการดังกล่าวล่วงรู้ถึงจอมพล ป. พิบูลสงครามและถูกปราบปรามลง (เลาหัตถพงษ์ภูริ, 2537, 5) ภายหลังขึ้นสู่ชั้นศาลคำพิพากษาคดีกบฏเสนาธิการ พ.ศ.2491 มีพลเอกกิตติ ทัตตานนท์ กับพวก และพลตรีเนตร เขมะโยธิน เป็นจำเลยในความผิดตามกฎหมายลักษณะอาญา มาตรา 102 ทั้งนี้จำเลยสู้คดีด้วยเหตุผลว่าการกระทำพวกตนไม่ใช่ความผิด เนื่องจากเป็นความพยายามล้มล้างรัฐบาลที่มีที่มาไม่ชอบธรรม ศาลฎีกาได้มีคำพิพากษาฎีกาที่ 1153 – 1154/2495 ซึ่งสามารถนำหลักการหลักการเปลี่ยนผ่านบรรทัดฐานขั้นมูลฐาน และ หลักแห่งความมีประสิทธิภาพ ได้ดังนี้

หากสังเกตจากคำพิพากษาฎีกาที่ 1153 – 1154/2495 พบว่ามีความตอนหนึ่งปรากฏความว่า “การล้มล้างรัฐบาลเก่า ตั้งเป็นรัฐบาลขึ้นใหม่โดยใช้กำลังนั้น ในตอนต้น อาจไม่ชอบด้วยกฎหมาย” ซึ่งความดังกล่าวตีความได้ว่าการล้มล้างรัฐบาลเก่าเข้าข่ายการกระทำเพื่อการเปลี่ยนผ่านบรรทัดฐานขั้นมูลฐานเดิม (Change of the Basic Norm) แทนที่ด้วยบรรทัดฐานขั้นมูลใหม่อย่างการตั้งรัฐบาลใหม่ อีกทั้งคำพิพากษาดังกล่าวมีความเชื่อมโยงกับหลักแห่งความประสิทธิภาพ ของบรรทัดฐานขั้นมูลฐานใหม่ ตราบใดที่บรรทัดฐานขั้นมูลฐานใหม่ยังคงไร้หลักแห่งความมีประสิทธิภาพเท่ากับว่ากฎหมายที่ยึดโยงกับบรรทัดฐานขั้นมูลฐานเดิมยังคงมีผลบังคับใช้หรือก็คือ บรรทัดฐานขั้นมูลฐานใหม่ เช่น การตั้งรัฐบาลใหม่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย แต่เมื่อใดก็ตามที่ผู้ก่อการสามารถสถาปนาหลักแห่งความมีประสิทธิภาพแก่บรรทัดฐานขั้นมูลฐานใหม่ หรือ ผู้คนส่วนใหญ่ในสังคมยอมปฏิบัติตามบรรทัดฐานขั้นมูลใหม่ ดั่งที่คำพิพากษาใช้ถ้อยคำ “รัฐบาลที่ถูกต้องตามความเป็นจริง คือหมายความว่าประชาชนได้ยอมรับนับถือแล้ว” หรือ “บุคคลหรือคณะบุคคลที่ใช้อำนาจบริหารประเทศชาติสามารถรักษาความสงบของบ้านเมืองไว้โดยปราศจากการขัดแย้งอำนาจเป็นรัฐบาลที่ถูกต้องตามความเป็นจริง” บัดนั้นเรียกได้ว่า การเปลี่ยนผ่านบรรทัดฐานขั้นมูลฐานเดิมหรือการรัฐประหารเป็นผลสำเร็จ

ด้วยเหตุผลตามที่ปรากฏของคำพิพากษาฎีกาที่ 1153 – 1154/2495 พบว่ามีความเชื่อมโยงกับหลักการเปลี่ยนผ่านบรรทัดฐานขั้นมูลฐาน และหลักแห่งความมีประสิทธิภาพ อย่างไม่มีข้อกังขา ส่วนสาเหตุที่ว่าทำไมจำเลยผิดกฎหมายลักษณะอาญา มาตรา 102 นั้นเป็นเพราะความพยายามเปลี่ยนแปลงบรรทัดฐานขั้นมูลฐานเดิมแทนที่ด้วยบรรทัดฐานขั้นมูลฐานใหม่ของจำเลยขาดหลักแห่งความมีประสิทธิภาพกล่าวคือ คนส่วนใหญ่ในสังคมยอมปฏิบัติตามบรรทัดฐานขั้นมูลฐานใหม่ ขณะที่รัฐบาลภายใต้การนำของจอมพล ป. พิบูลสงครามไม่เพียงสามารถเปลี่ยนผ่านบรรทัดฐานขั้นมูลฐานเดิมได้เท่านั้นแต่ยังสามารถสถาปนาหลักแห่งความมีประสิทธิภาพแก่บรรทัดฐานขั้นมูลฐานใหม่เป็นผลสำเร็จ ดังนั้นรัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงคราม ไม่ผิดกฎหมายลักษณะอาญา เพราะกฎหมายที่ยึดโยงกับบรรทัดฐานขั้นมูลฐานเดิมถูกแทนที่ด้วยบรรทัดฐานขั้นมูลฐานใหม่ ความสมบูรณ์ของกฎหมายเดิมจึงขาดความสมบูรณ์เพราะความสมบูรณ์ของกฎหมายขึ้นอยู่กับความสมบูรณ์ของกฎเกณฑ์ที่สูงกว่า อย่าง บรรทัดฐานขั้นมูลฐานเดิม

บรรณานุกรม

Kelsen, H. (2005). General Theory of Law and State. Routledge.

ปรีชาศิลปกุล, ส. (1996). ปัญหาทางกฎหมายบางประการเกี่ยวกับการปฏิวัติ (119007). Article 119007. https://digital.library.tu.ac.th/tu_dc/frontend/Info/item/dc:119007

ภูริ ฟูวงศ์เจริญ. (2563). การเมืองการปกครองไทย: พัฒนาการทางประวัติศาสตร์ (พ.ศ. 2475-2540) (พิมพ์ครั้งที่ 1). คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์.

มานิสสรณ์, พ., Manissorn, P., & ปิยบุตร แสงกนกกุล, อ. (2013). การใช้กำลังทหารล้มล้างรัฐธรรมนูญ: ศึกษาสถานะและผลทางกฎหมายของการยึดอำนาจ 19 กันยายน 2549 (100745). Article 100745. https://digital.library.tu.ac.th/tu_dc/frontend/Info/item/dc:100745

เลาหัตถพงษ์ภูริ, ต. (2537, May). การกบฏ ปฏิวัติ และรัฐประหารตั้งแต่ พ.ศ. 2475 ถึงปัจจุบัน [ผลงานของบุคลากรในสังกัดรัฐสภา]. ฝ่ายบริการค้นคว้า หอสมุดรัฐสภา สำนักบริการข้อมูลและกฎหมาย สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร. https://dl.parliament.go.th/handle/20.500.13072/410327

วรเจตน์ ภาคีรัตน์. (2561). ประวัติศาสตร์ความคิดนิติปรัชญา (พิมพ์ครั้งแรก). อ่านกฎหมาย.

ศิริกานดา ศรีชลัมภ์. (2547). ผมผิดหรือ? ที่ยึด กรือเซะ! พลเอกพัลลภ ปิ่นมณี. กู๊ดมอร์นิ่ง.

Leave a comment