Articles

The First 2020 Presidential Debate: ‘Will you shut up, man?’

ขวัญข้าว คงเดชา
1 ตุลาคม 2563


The first 2020 Presidential debate หรือการโต้วาทีของสองผู้ท้าชิงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐ 2020 รอบแรกในวันที่ 29 กันยายน 2560 (หรือวันที่ 30 กันยายน 2563 เวลา 7.30 น. ตามเวลาท้องถิ่นของไทย) จบลงด้วยความโกลาหลไม่เป็นท่าจนถูกวิจารณ์ว่าเป็นการโต้วาทีที่ “เละเทะ (Messy Debate)” คือ นอกจากจะไม่ได้ฟังนโยบาย แนวคิด หรือการแสดงศักยภาพของผู้ลงสมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีเท่าที่ควรแล้ว การโต้วาทีครั้งนี้ยังกลายเป็นเรื่องตลกที่ทำหลายฝ่ายถึงกับต้องกลอกตามองบนอย่างปวดหัว พร้อมกับตั้งคำถามว่า ไหนกัน การเสนอนโยบาย วิสัยทัศน์ และทิศทางการนำพาสหรัฐอเมริกาสู่ความเป็นผู้นำโลก

กระแสในทวีตเตอร์ต่างออกมาทวีตถึงการโต้วาทีครั้งนี้ราวกับเป็นเรื่องตลกร้ายที่จะขำก็ขำไม่ออก อาทิเช่น it’s too bad neither candidate believes in universal healthcare because Im not gonna be able to afford the brain damage this debate gave me’[1] เวทีประชันวิสัยทัศน์ครั้งนี้ เมื่อมองดูแล้วแทบจะไม่ต่างกับการมองดูเด็กอนุบาลแย่งกันจับไมค์พูดในห้องเรียน จนเป็นที่สงสัยว่านี่มันเวทีสำหรับผู้ท้าชิงตำแหน่งผู้บริหารสูงสุดของประเทศหรืออะไรกันแน่? และแน่นอน การมีอยู่ของคุณครู หรือ Mr. Moderator อย่าง คริส วอลเลส (Chris Wallace) ผู้สื่อข่าวมากประสบการณ์ที่เคยทำงานให้กับ Fox News ก็ไม่ได้ช่วยอะไรเลยแม้แต่น้อย ทั้งไม่สามารถจะควบคุมเด็กชายทรัมป์ที่ลอยหน้าลอยตากล่าวแทรกอย่างยียวน (กว่า 128 ครั้งที่ทรัมป์พูดแทรกภายในเวลา 90 นาที[2]) และไม่สามารถดึงคำตอบจากการโต้วาทีอย่างที่ควรจะเป็นจากเด็กชายไบเดินได้เลย (จนเขาถึงกับกลั้นใจกำหมัดหัวเสียอยู่บ่อยๆ) หากเป็นในเมืองไทยคิดว่าคงจะได้มีการสั่งปิดไมค์ทุกนาทีเลยก็เป็นได้

โดยเหตุเช่นนี้คิดว่าประชาชนหลายคนที่ติดตามการโต้วาทีครั้งนี้คงมีคำถามแบบเดียวกันกับที่เด็กชายไบเดิน (และอาจจะอาจารย์วอลเลสด้วย) ว่า ‘นี้มันพูดอะไรกันอยู่วะ?’

          ตามธรรมเนียมของการเลือกตั้ง สหรัฐฯ จะจัดให้มีการอภิปรายโต้วาทีระหว่างผู้ท้าชิงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐเพื่อแสดงวิสัยทัศน์และแนวทางการดำเนินนโยบายเพื่อให้ประชาชนได้มีโอกาสตัดสินใจ ในปี 2020 ก็เช่นเดียวกันที่เป็นการอภิปรายระหว่างนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีคนปัจจุบันจากพรรครีพับลิกัน และยังเป็นประธานาธิบดีคนที่ 3 ของประวัติศาสตร์ทางการเมืองของสหรัฐที่ถูกเข้าชื่อสู่กระบวนการถอดถอน (impeachment)[3] พร้อมยังเป็นคนแรกและคนเดียวที่ยังลงสมัครเลือกตั้งชิงตำแหน่งต่อแม้จะมีประวัติดังกล่าว กับผู้ท้าชิงจากพรรคเดโมแคตอย่างนายโจ ไบเดิน อดีตรองประธานาธิบดีในสมัยของนายบารัค โอบามา การอภิปรายจะจัดขึ้นทั้งหมด 3 รอบ แต่ละรอบแบ่งออกเป็น 6 ช่วง 6 หัวข้อ โดยใช้เวลา 15 นาทีต่อ 1 ช่วง และในหัวข้ออภิปรายในรอบแรกนี้ประกอบไปด้วย 1.ประวัติของผู้ท้าชิง 2. ศาลสูงสุด 3. โรคโควิด-19 4. เศรษฐกิจ 5. เชื้อชาติ และความรุนแรงในเมืองต่างๆ ของสหรัฐฯ 6. ความสุจริตซื่อตรงของการเลือกตั้งประธานาธิบดี

          คารมดี ลูกเล่นแพรวพราวหรือจะสู้วาจานำพาทะเลาะของทรัมป์ ไบเดินได้ให้สัมภาษณ์ก่อนการโต้วาทีว่าเขามีการเตรียมความพร้อมมาเป็นอย่างดี เขารู้วิธีรับมือกับพวกบูลลี่และจะไม่ยอมถูกล่อให้โกรธจนต้องลดตัวไปทะเลาะกับทรัปม์อย่างแน่นอน[4]  แต่เอาเข้าจริงการโต้วาทีครั้งนี้ได้แสดงให้เห็นแล้วว่าการเตรียมความพร้อมของไบเดินยังไม่เข้าขั้นสักเท่าไร ใครกันจะไม่สังเกตเห็นโทสะและความเอือมระอาในแววตาของเขา ไหนจะเสียงเค้นหัวเราะแบบ I’m so done with this BS’ การหลับตาทำสมาธิอดกลั้นอารมณ์ไม่ให้เดินไปทุ่มโพเดียม หรือแม้แต่การหลุดประโยคอันอดรนทนไม่ไหวอย่าง this clown’ หรือwill you shut up, man’ เห็นได้ชัดว่าวาจานำพาทะเลาะอันเป็นเอกลักษณ์ของทรัมป์นั้นใช้ได้ดีและใช้ได้เสมอมา เพราะเหตุการณ์เช่นนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ สมัยการโต้วาทีกับนางฮิลลารี คลินตัน (Hilary Clinton) ก็จัดชุดใหญ่ใส่จนนางคลินตันถึงกับมึนงงมาแล้วรอบหนึ่ง ทว่าในครั้งนั้นหรือเมื่อปี 2016 นั้นนางคลินตันยังมีโอกาสพูดจนจบประโยคและสื่อสารถึงประชาชนได้ดีกว่าไบเดินที่ถูกขัดทุกช่วงที่เปิดปากพูด (กว่า 51 ครั้งที่ทรัมป์พูดแทรก[5])

          เอกลักษณ์ที่ไม่ใช่เอกลักษณ์ ความยียวน ความกวนอารมณ์ หรือที่บางคนอาจจะกล่าวว่าคือความหน้ามึนฉาบปูน วิธีการพูดของโดนัลด์ ทรัมป์นั้นแตกต่างจากนักการเมืองทั่วไป ผู้เชี่ยวชาญด้านภาษา[6] ได้อธิบายว่าคำแถลงการณ์ (นอกสคริปต์) หรือการพูดของทรัมป์นั้นเกิดขึ้นในลักษณะที่ว่า ยังไม่ทันจะอธิบายให้จบดีเขาก็พูดความคิดใหม่ที่ผุดขึ้นมาในหัวเสียแล้ว จนในบางครั้งเวลาฟังหรือถอดเทปคำพูดของประธานาธิปดีคนที่ 45 คนนี้กลายเป็นงานยากขึ้นมา จับหาใจความและสาระหลักได้ลำบาก แต่ถึงกระนั้นวิธีการพูดของทรัมป์นั้นไม่ใช่เพื่อการอ่าน แต่เป็นการพูดในรูปแบบสนทนาที่ไม่มีโครงสร้างเท่าไร หลายครั้งจึงมักจะพูดไม่จบประโยค ปล่อยให้ผู้ฟังสามารถจินตนาการหรือคิดตอนจบของประโยคแทนเขา และการปล่อยประโยคให้ประชาชนเป็นคนจบเองซึ่งก่อให้เกิดความรู้สึกร่วมกับเนื้อหาที่ทรัปม์กล่าว บวกกับประสบการณ์ความเป็น Salesman มามากว่าหลายสิบปี และวิธีการพูดจาที่ตรงไปตรงมา (อย่างน่าสงสัย) จึงไม่น่าแปลกใจเท่าไรนักที่มีประชาชนจำนวนมากจะให้การสนับสนุนโดนัลด์ ทรัมป์แม้ว่าจะมีสายตาของความ อิหยังว่ะ จากใครหลายคน หนึ่งในทวีตถึงกับแซวว่าทรัมป์นั้นเล่นทวีตเตอร์มากเกินไปจนติดนิสัยโต้เถียงแบบแอคแฟนคลับ (Stan account) กลายเป็น Twitter trump แต่นี่อาจเป็นอีกครั้งที่การปราศรัยและการพูดด้วยวิธีแบบไม่เหมือนนักการเมืองสักเท่าไรทำให้การสื่อสารของเขาเข้าถึงประชาชนได้มากกว่าคู่แข่งหรือเปล่า?

          กลับกัน โจ ไบเดิน นักการเมืองมากประสบการณ์ทำงานรับใช้สหรัฐฯ มากกว่า 40 ปี วีธีการพูด การวางตัว ท่าทางต่างๆ ย่อมได้รับการฝึกสอนหรือการโค้ชมาจากพรรคตามรูปแบบดั้งเดิม เรียกได้ว่าเขานั้นเป็นหนึ่งในนักการเมืองแบบฉบับที่เห็นกันได้ทั่วไปทั้งในการเมืองสหรัฐฯ และการเมืองในประเทศอื่นๆ เชื่อว่าตัวไบเดินเองก็คาดหวังจะได้ขึ้นอภิปรายในบรรยากาศที่ศิวิไลซ์หรือมีความเป็นการเมืองแบบที่เขาคุ้นเคยมากกว่า แต่ถึงกระนั้นเมื่อเจอกับทรัม์ปเข้าไปก็ออกอาการเสียศูนย์บ้างเป็นธรรมดา และหากเป็นการเมืองแบบที่ไบเดินคุ้นเคยก็คงไม่พ้นความน่าเบื่อที่ประชาชนส่วนใหญ่ (ที่ไม่ได้สนใจการเมืองจริงๆ) มีความรู้สึกว่าสิ่งที่เขาพูดนั้นย่อยยาก (แน่นอนว่าการโต้วาทีที่เละเทะในรอบนี้ก็ย่อยยากและฟังไม่เข้าใจมากเช่นเดียวกันแต่กระแสของผู้คนที่ติดตามกลับคึกคักมากกว่า) เรียกได้ว่าการรับมือของโจ ไบเดินในครั้งนี้คือการแสดงออกให้ประชาชนชาวอเมริกันเห็นถึงความเป็นผู้นำในสภาวะของความกดดัน (แม้จะมีหลุดออกมาในหลายครั้งและถูกลากไปตามเกมการปั่นหัวของทรัมป์อยู่บ่อย) หากเป็นคำไทยก็คงไม่พ้นคำว่าอดทนอดกลั้นในช่วงเวลาที่มีมารผจญได้เป็นอย่างดี และความ (พยายาม) ครองสติ อย่างที่เห็นได้ชัดในช่วงระหว่างการขึ้นเสียงใส่กันไปมา ไบเดินได้ใช้กลวิธีหันมองกล้องในเสี้ยววินาทีแล้วชี้นิ้วถึงผู้ชมทางบ้านพร้อมกลับคำของทรัปม์มาพูดสื่อถึงประชาชนภายในสหรัฐอเมริกาแทน สามารถเรียกได้ว่าเป็น classic politician move เลยก็ว่าได้   

          สรุปแล้วประชาชนได้อะไรจากการโต้วาทีในครั้งนี้บ้าง นอกจากการโจมตีครอบครัวและเรื่องส่วนตัวของผู้ท้าชิง (ประเด็นเรื่องลูกชายของไบเดินและการเสียภาษีแค่ 750 เหรียญของทรัมป์) หากต้องการให้อธิบายตามรายหัวข้อทั้ง 6 ประเด็นที่มีการกำหนดไว้คงจะเป็นการทำได้ยาก เนื่องจากไม่สามารถที่จะหาสาระอะไรได้จากการพูดทับกันไปมาของทั้งคู่ ฉะนั้นจึงขอสรุปออกมาเป็น 2 ประเด็นสำคัญที่กลายมาเป็นเรื่องโต้เถียงต่อกันภายในสังคม ดังนี้  

          1. เรื่องของเชื้อชาติและความรุนแรง ทรัปม์เลือกที่จะไม่ประณามกลุ่ม White Supremacists และยังสนับสนุนตำรวจ พร้อมกับกล่าวถึงกลุ่ม Proud Boy หรือกลุ่มขวาสุดโต่ง ว่า stand back and stand by’ สะท้อนถึงจุดยืนของทรัมป์ในปัญหาความขัดแย้งนี้ และมุมมองของเขาต่อกลุ่มผู้ออกมาเรียกร้องโดยการประท้วงที่ผ่านมาว่าเป็นการประท้วงเพื่อปั่นป่วนหรือมุ่งทำลายร้างกันมากกว่าการเรียกร้องสิทธิเสรีภาพ และยังโยนความผิดว่าเป็นของพวกกลุ่มช้ายจัด หรือ Antifa ที่สร้างความวุ่นวายและก่อให้เกิดความรุนแรงในสหรัฐฯ ในขณะที่ไบเดินนั้นได้กล่าวถึงทรัมป์ว่ากำลังสร้างความแตกแยกในสังคมให้บานปลายไปมากกว่าเดิม และเมื่อถูกถามว่าเห็นด้วยกับการบังคับใช้กฎหมายหรือไม่ ไบเดินก็ตอบอย่างตรงไปตรงมาว่าเห็นด้วยกับการบังคับใช้กฎหมายตามความยุติธรรมที่ประชาชนทุกคนจะต้องได้รับการกระทำอย่างเท่าเทียมและเป็นธรรม นอกจากนี้ ในประเด็นดังกล่าวผู้ท้าชิงทั้งสองยังชี้นิ้วกล่าวโทษถึงความผิดและมุมมองที่ผิดเพี้ยนของอีกฝ่ายจนไม่อาจจะหาสาระได้ว่าพวกเขานั้นมีนโยบายที่คิดจะจัดการอย่างไรกับปัญหาเรื่องของเชื้อชาติและความรุนแรง

          2. ประเด็นสำคัญอย่างการจัดการเรื่องของการแพร่ระบาดโควิด นอกจากการกล่าวโทษของทั้งคู่ สาระสำคัญอย่างหนึ่งคือความสัมพันธ์กับจีน ทรัมป์นั้นมีแนวทางชัดเจนถึงการคบค้าสมาคมกับจีน (ทั้งยังยืนยันที่จะผลิตชุดความเชื่อที่สร้างความเกลียดชังระหว่างคนอเมริกันและประชาชนเชื้อสายจีนอาทิเช่น จีนเป็นต้นเหตุทุกอย่าง ความผิดทั้งหมดเป็นของจีน) ประธานาธิบดีคนปัจจุบันนอกจากจะพยายามชี้ว่านโยบายของไบเดินนั้นต้องการที่จะปิดประเทศและทำให้ฐานเศรษฐกิจทุกอย่างของสหรัฐพัง ทางเขาต่างหากที่เป็นคนกอบกู้และช่วยเหลือเอาไว้ มีคนที่อาจจะเสียชีวิตอีกมากแต่เขานั้นสามารถช่วยไว้ได้ หากเป็นไบเดินคงมีคนตายมากกว่านี้ และที่สำคัญที่สุด ทุกอย่างมันเกิดขึ้นเพราะจีนไม่ใช่เพราะการบริหารของเขา ท้ายที่สุดของการโต้วาทีในครั้งนี้ไม่ว่าไบเดินหรือทรัมป์ชนะ ผู้ที่ได้ผลประโยชน์ที่สุดเห็นจะเป็นสาธารณรัฐประชาชนจีนที่พาดหัวข่าวแสดงให้เห็นถึงความแตกต่างและมุมลบของระบอบประชาธิปไตยในสหรัฐอเมริกา นอกจากนี้ ในแง่ของเศรษฐกิจที่ถกเถียงกันเรื่องของการเสียภาษีก็คงจะมีแนวทางการดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจในช่วงของโควิด ซึ่งไบเดินได้กล่าวอย่างชัดเจนว่าปัญหาเศรษฐกิจภายในสหรัฐฯ จะไม่มีวันแก้ไขได้ถ้าหากทรัมป์ไม่ใส่ใจจะแก้ไขปัญหาโควิดเสียก่อน

แต่สุดท้ายแล้ว ปฏิเสธไม่ได้ว่าตัวตน บุคลิก หรือคาแรคเตอร์ของผู้นำที่แสดงออกต่อาธารณชนนั้นสำคัญไม่แพ้กับแนวทางและนโยบายที่ต้องการจะผลักดัน ฉะนั้นแล้วการขึ้นสู่อำนาจทางการเมืองของทรัมป์นับตั้งแต่การลงเลือกตั้งครั้งแรกจนถึงปัจจุบันจึงเป็นการแหวกขนบธรรมเนียมดั้งเดิมและดึงกลุ่มประชาชนที่มักจะเมินเฉยต่อเรื่องทางการเมืองให้มาสนใจมากยิ่งขึ้น (แม้ความสนใจในแง่นี้อาจจะหมายถึงความสนใจในเรื่องตลก สีสันหรือมองว่าเป็นเรื่องเอนเตอร์เทนมากกว่าเรื่องปัญหาการเมืองที่ส่งผลต่อปากท้องก็ตาม) ฉะนั้นแล้วแม้ใครจะมองว่าวิธีการพูด การอภิปรายหรือการยียวนคู่แข่งของทรัมป์นั้นไร้สาระ ทว่ามันกลับเป็นหนึ่งในกลยุทธ์ที่ไม่ควรจะมองข้าม ทั้งการแสดงให้เห็นว่าเขานั้นคือฝ่ายที่คุมเกม (domineering candidate) หรือการปั่นป่วนจนการโต้วาทีนั้นตกอยู่ในสถานะของความโกลาหล ทั้งนี้ก็มีกระแสออกมาว่าวิธีการดังกล่าวของทรัมป์นั้นแสดงให้เห็นถึงความวิตกกังวล เนื่องจากผลโพลและแนวโน้มความเป็นผู้ท้าชิงของเขากำลังติดลบจากสถานการณ์ต่างๆ ในประเทศ จึงต้องการสร้างฐานคะแนนนิยมใหม่ขึ้นมาอีกครั้งด้วยวิธีเช่นนี้ การออกมาโต้วาทีกับโจ ไบเดินเองก็เปรียบเสมือนการสร้างความชอบธรรมให้กับตำแหน่งผู้ท้าชิงของตัวเองเสียด้วยซ้ำ

ในขณะเดียวกัน แม้ว่าจะมีหลายคนนั้นมองโจ ไบเดินในแง่ที่ว่าสามารถทนต่อการถูกกดดันได้อย่างมีประสิทธิภาพ ดังผลปรากฏของโพลที่ไบเดินนั้นมีคะแนนนำอยู่ที่ร้อยละ 50 ต่อร้อยละ 43 ของทรัมป์[7] และการชนะอย่างไม่ต้องสงสัยในการอภิปรายเมื่อวานนี้ แต่ว่าในการโต้วาทีในครั้งต่อๆ ไป ที่ถึงแม้ว่าจะไม่มีผลต่อคะแนนการเลือกตั้งเสียเท่าไร หาก slow Joe ไม่คิดหาวิธีรับมือที่มากกว่านี้และยังไม่สามารถหลุดออกจากกรอบความเป็นนักการเมืองแบบดั้งเดิมได้ (ไม่ใช่ว่าสไตล์ของเขานั้นเป็นเรื่องผิดแต่อย่างใด) ทำเพียงแค่ยอมรับอดกลั้นการกดดันจากอีกฝ่าย มีหวังได้ถูกมองว่าจืดชืดและไม่ทันเกมทรัปม์ที่เต็มไปด้วยความบ้าระห่ำอย่างแน่นอน หรือทางที่ดีตามที่หลายคนได้เสนอ สั่งยกเลิกการจัดโต้วาทีของการเลือกตั้งในครั้งนี้ไปเลยเสียดีกว่า เพราะอย่างไรก็แล้วแต่ คะแนนนิยมในตัวผู้ท้าชิงก็ยังตกเป็นของไบเดินอยู่ดี


[1] ‘น่าเสียดายที่ผู้ท้าชิงทั้งสองไม่เชื่อในหลักประกันสุขภาพสากล เพราะฉันคงไม่มีเงินพอจ่ายค่ารักษาสมองที่ได้รับความเสียหายจากการฟังดีเบตในเมื่อวานนี้’ หนึ่งในผู้ใช้ทวีตเตอร์ผ่านบัญชีชื่อ joeygllghr โพสต์บนทวีตเตอร์ส่วนตัวของเขา

[2] Jeremy Stahl (2020) We counted every single time Trump interrupted during the first presidential debate. The Slatest. Retrieved from https://slate.com/news-and-politics/2020/09/trump-interruptions-first-presidential-debate-biden.html

[3] ในประวัติศาสตร์การเมืองของสหรัฐอเมริกาเคยมีประธานาธิบดีที่เข้าสู่กระบวนการถอดถอนเพียงสามคนเท่านั้น ได้แก่ คนแรกคือ แอนดรูว จอห์นสัน (Andrew Johnson) ในปี 1868, ต่อมาคือ บิล คลินตัน (Bill Clinton) ในปี 1998 และลำดับที่สามคือโดนัลด์ ทรัมป์ ในปี 2019

[4] Dartunorro Clark (2020) Biden says he’s eager to debate Trump: ‘I know how to handle bullies. NBC News. Retrieved from https://www.nbcnews.com/politics/2020-election/biden-says-he-s-eager-debate-trump-i-know-how-n1239831

[5] Jeremy Stahl (2020) We counted every single time Trump interrupted during the first presidential debate. The Slatest. Retrieved from https://slate.com/news-and-politics/2020/09/trump-interruptions-first-presidential-debate-biden.html

[6] Tara Golshan (2016) Donald Trump’s Strange Speaking Style, As Explained by Linguists. VOX. Retrieved from https://www.vox.com/2016/8/18/12423688/donald-trump-speech-style-explained-by-linguists

[7] The Visual and Data Journalism Team (2020). Us Election 2020 Polls: Who is ahead –Trump or Biden? BBC News. Retrieved from https://www.bbc.com/news/election-us-2020-53657174

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: